steyrdifference.com

Just happy with content

Samsung Galaxy S21 Ultra

Samsung Galaxy S21 Ultra

Samsung Galaxy S21 Ultra โดยบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ได้มีการเปิดตัว สมาร์ทโฟน รุ่นพิเศษ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 ซึ่งนั่นก็คือ  “Galaxy S21 Series” 

ในรูปแบบอีเวนต์ออนไลน์ พร้อมกัน ถึง 3 รุ่น ได้แก่Samsung Galaxy S21, Samsung Galaxy S21+ และSamsung Galaxy S21 Ultra โดยมีการรองรับการใช้งาน 5G มาพร้อมกับหูฟังไร้สายรุ่นใหม่ “Galaxy Buds Pro”

แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงSamsung Galaxy S21 Ultra กันว่ามีอะไรน่าสนใจ และถ้าซื้อไปแล้วจะคุ้มหรือไม่ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ลังเลในการตัดสินใจเลือกซื้อสมาร์ทโฟนกัน

ซึ่งSamsung Galaxy S21 Ultra ราคาเริ่มแรกที่ได้เปิดตัวนั้น เริ่มต้นที่ 39,900 บาท

และSamsung Galaxy S21 Ultra มีระดับการซูมถึง 10x และมีคุณสมบัติพิเศษให้เล่นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกล้อง หรือสเปกอื่น ๆ อีกมากมาย คือเล่นอย่างไรก็ไม่เบื่อซะงั้น!!

การออกแบบและหน้าจอ

โดยSamsung Galaxy S21 Ultra เป็นสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่ที่รวมขนาดหน้าจอ 6.8 นิ้วเข้ากับตัวเครื่อง 227 กรัม มันหนากว่าiPhone 12 Pro Maxโดยวัดได้ 8.9 มม. เทียบกับแม็กซ์ 7.4 มม. และสูงกว่าเมื่อสัมผัส

ด้านหน้าเป็นแบบหน้าจอทั้งหมด โดยมีอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง 90 เปอร์เซ็นต์ และกล้องเซลฟี่แบบคัตเอาท์ ไม่มีปุ่มหรือพอร์ตทางด้านซ้าย หรือด้านบน โดยมีปุ่มเปิดปิด และปุ่มปรับระดับเสียงอยู่ทางด้านซ้าย และพอร์ต USB-C และถาดใส่ซิมที่ด้านล่าง

บริเวณด้านหลังของโทรศัพท์มีกล้องล้อมรอบ ซึ่งยื่นออกมาจากกรอบโลหะขัดเงา รวมถึงแผงด้านหลังกระจก Gorilla Glass แบบด้าน

สไตล์ของโทรศัพท์ดูโดดเด่น แต่กลับหายไปในรุ่นสีดำ ที่กล่าวว่าสำหรับโทรศัพท์สีดำ มีระบบป้องกันลายนิ้วมืออย่างเหลือเชื่อ และมีให้เลือกถึง 5 สี ได้แก่ Phantom Black, Phantom Silver, Phantom Titanium, Phantom Navy และ Phantom Brown คุณสามารถเลือกได้

แม้ว่าการออกแบบจะอยู่ที่ 7.5/10 แต่จอแสดงผลได้คะแนนเต็ม 10 เทคโนโลยี Dynamic AMOLED 2X ของ Samsung ให้อัตราการรีเฟรช 120Hz, รองรับ HDR10+, ความสว่างสูงสุด 1500-nit และความละเอียด 1440 x 3200 (ความหนาแน่นของพิกเซล 515 PPI)

อัตราการรีเฟรชแบบปรับได้ใหม่ทำให้ตระกูล Galaxy S21 สามารถสลับไปมาระหว่าง 10Hz ที่ประหยัดพลังงาน และ 120Hz ที่ราบรื่นดุจแพรไหม เยี่ยมไปเลย!! แต่ S21 Ultra นำพาสิ่งต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้นด้วยความละเอียด WQHD+ ที่คมชัด

SAMSUNG GALAXY S21 ULTRA

กล้อง

โมดูลกล้องหลักของ Samsung Galaxy S21 Ultra มีเซ็นเซอร์ 108 MP 1/1.33″, พิกเซล 0.8µm และเลนส์ f/1.8, 26 มม. นอกจากนี้ ยังเต็มไปด้วย OIS โดยจะโฟกัสโดยใช้การผสมผสานระหว่าง PDAF และ Laser AF

ด้วยเลนส์อัลตร้าไวด์ 12 MP ดวงตาที่มองเห็นได้ทั้งหมดของ Galaxy S21 Ultra จะลดความละเอียดลง และด้วยรูรับแสงที่ f/2.2 (ยังคงน่านับถือ)

ด้วยมุมมองภาพที่เทียบเท่า 13 มม. มันจึงกว้างกว่าUltrawide ของHuawei Mate 40 Proแม้ว่าจะมีเซ็นเซอร์ 1/2.55″ ที่มีขนาด 1.4µm พิกเซลไม่ใหญ่นัก ข้อดี คือ มีพิกเซลคู่ PDAF และ EIS ของ Samsung

กล้องเทเลโฟโต้สองตัวที่มีเซ็นเซอร์เหมือนกัน กล้องเทเลโฟโต้ระยะใกล้ของ S21 Ultra คือโมดูล 10 MP, f/2.4, 70 มม. พร้อมการซูมเทียบเท่า 3 เท่า

อย่างไรก็ตาม ตัวจับพาดหัวข่าว คือ โมดูล 10 MP, f/4.9, 240 มม. ซึ่งให้กำลังขยายแบบออปติคอล 10 เท่าซึ่งมีเพียง P40 Pro Plus เท่านั้นที่ทำได้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ด้วยความละเอียดของกล้องด้านหน้าที่ 40 MP ทำให้ S21 Ultra ยังเพิ่มพิกเซลสำหรับการถ่ายเซลฟี่เมื่อเทียบกับวานิลลา S21 และ Plus ซึ่งมีกล้องเซลฟี่ 10MP ด้วยเลนส์ af/2.2, 26mm,

รายละเอียดของเซลฟี่ที่อ่านคาดเดาได้ ที่กล่าวว่าด้วยการจับภาพวิดีโอ PDAF และ 4K ที่ความเร็วสูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที นี่เป็นหนึ่งในกล้องหน้าที่เจาะจงมากขึ้นที่เราเคยใช้มา

สำหรับวิดีโอ S21 Ultra ได้แนะนำ Director’s View ใหม่ให้กับสายงาน ซึ่งรองรับการแสดงตัวอย่างแบบสดของทางยาวโฟกัสสามทางภายใน UI ขณะถ่ายทำ

คุณจึงรู้ว่าคุณกำลังสลับระหว่างมุมมองแบบใด โทรศัพท์ยังจับภาพวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุด 8K (โดยใช้กล้องหลักเท่านั้น) หรือความละเอียด 4K/FHD (โดยใช้กล้องทั้ง 4 ตัว)

สเปกเพิ่มเติม

ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ที่ไหนในโลก S21 Ultra จะมาพร้อมกับหนึ่งในสองชิปเซ็ต ที่เป็นไปได้ ขับเคลื่อนโดย Exynos 2100 ในตลาดส่วนใหญ่

ใช้ Android 11 และ One UI เวอร์ชัน 3.1 Google และซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุดของ Samsung รวมกันเพื่อมอบประสบการณ์อินเทอร์เฟซที่ดีที่สุดของ Samsung จนถึงปัจจุบัน

ยังคงมีปัญหากับ bloatware โดยที่ Microsoft และ Samsung ให้ทางเลือกที่โหลดไว้ล่วงหน้าสำหรับแอป Chrome และ Gmail ของ Google แต่ระหว่างรูปแบบสีใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงอย่างสวยงาม Samsung

ให้ตัวเลือกแก่ผู้ใช้ในการเลิกใช้ Bixby แทน Google Assistant และโฮสต์ของ ความสุขอื่นๆ ที่คุณพบเมื่อใช้งาน S21 Ultra ไม่ได้เป็นเพียงโทรศัพท์ที่มีกล้องถ่ายรูปที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นโทรศัพท์ที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่ไม่ใช่ของ Note ที่มีการผสานรวม S Pen ดังนั้น จึงรองรับระดับความไวต่อแรงกดได้ 4,096 ระดับ

และมาพร้อมที่เก็บข้อมูล 128GB (RAM 12GB), ที่เก็บข้อมูล 256GB (12GB RAM) และที่เก็บข้อมูล 512GB (16GB RAM) ตัวเลือกการจัดเก็บข้อมูลมีมากมาย แม้ว่าจะไม่รองรับการ์ด microSD

ปิดท้ายด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5,000mAh ซึ่งชาร์จด้วยสายสูงสุด 25W และที่ชาร์จไร้สาย 15W S21 Ultra ใช้งานได้เต็มวัน แม้จะใช้งานค่อนข้างหนักก็ตาม

เห็นไหมล่ะว่า Samsung Galaxy S21 Ultra มีคุณสมบัติพิเศษเยอะมากมายให้คุณเล่นโดยไม่เบื่อจริง ๆ หากใครกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจอยู่ สามารถนำ รีวิวที่เราแบ่งปันไปใช้เปรียบเทียบกับรุ่นอื่นที่คุณมีเก็บไว้เป็นตัวเลือกอีกได้เลย!!!

Credit

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม

10 แบรนด์ดัง บน IG

10 แบรนด์ดัง บน IG

10 แบรนด์ดัง บน IG หลายคนคงได้เห็นกันมาแล้วว่า Instagram เป็นแพลตฟอร์มยอดนิยม สำหรับแบรนด์ต่าง ๆ ในการสร้างการตลาด โดยบางยี่ห้อโด่งดัง และมีผู้ติดตามมากกว่ายี่ห้ออื่น

ซึ่งวันนี้ เราจะพาคุณไปดูแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุด 10 แบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่มีผู้ติดตามมากที่สุดประจำปี 2021 บนแพลตฟอร์ม Instagram กัน ดังนี้

1. Nike

โดยเป็นแบรนด์ที่ไม่ต้องการการโปรโหมต หรือแนะนำอะไรมากมายเลย ซึ่ง Nike ได้ครอบครอง หรือติดอันดับ 1 ใน 10บน Instagram มาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว โดยนอกจากนี้ ยังมีการโฆษณาให้กับแบรนด์อื่น ๆ ที่ต้องการมีส่วนร่วม

10 แบรนด์ดัง บน IG

ซึ่ง Nike เป็นผู้นำด้านการตลาด และการโฆษณาที่ยอดเยี่ยม มาเป็นเวลานาน และคุณจะเห็นว่า บน Instagram มีสินค้า หรือแบรนด์ของ Nike ที่ติดอันดับ

และคุณจะเข้าใจได้ว่า ทำไม Nike ถึงเข้าใจกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ และเน้นที่ประสบการณ์การ หรืออุปกรณ์กีฬา ที่เกี่ยวกับการวิ่งมากกว่าสินค้าบางตัวอื่น ๆ ที่พวกเขาพยายามที่จะขาย

สำหรับการโฆษณา สื่อสาร ของ Nike ที่มุ่งเน้นไปที่อารมณ์ และแรงบันดาลใจของผู้ที่ได้ฟังนั้น จะเห็นว่ามักจะมีผู้ที่สนใจ และติดตามอยู่เสมอ และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

2. Victoria’s Secret

ซึ่งแบรนด์แฟชั่นนี้ เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีผู้ที่ติดตามบน Instagram จำนวนหลายหมื่นคนทุกวัน และมีการโปรโหมต หรือโฆษณาสินค้าของด้านเนื้อหาได้อย่างลงตัว

และเป็นอีกหนึ่งในพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดที่ได้รับการมีส่วนร่วม คือ ฟุตเทจเบื้องหลัง และภาพถ่ายที่นำมาสู่แพลตฟอร์มเป็นประจำ

สำหรับ Victoria’s Secret เหล่านี้ มักนำจะเสนอการเป็นแฟชั่นโชว์ ซึ่งมีประสิทธิภาพเหมือนกับการเข้าถึง หรือสัมผัสใกล้ชิด แบบตัวต่อตัว และยังเป็นแบรนด์ที่มีการอัพเดทเรื่องราว หรือความเป็นแฟชั่นให้กับผู้ชมอยู่ตลอดเวลา

3. Chanel

10 แบรนด์ดัง บน IG

โดย Chanel เป็นแบรนด์แฟชั่นสุดหรู ซึ่งเป็นการเดินตามเส้นทางเดียวกันกับ Victoria’s Secret โดยคุณสามารถเห็นเบื้องหลังของงานแฟชั่นโชว์เยอะแยะมากมาย โดยส่วนใหญ่จะเป็นกระเป๋าสุดหรู

และนี่เป็นอีกแบรนด์ ที่สร้างแรงบันดาลใจ และให้ความรู้สึกที่ดี และมีการอัพเดทรูปภาพของผลิตภัณฑ์ในหลาย ๆ แบบ ที่ไม่น่าเบื่อ และเพลิดเพลินไปกับการเลือกซื้ออีกด้วย

และ Chanel ยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับคนดัง ในด้านการโฆษณา โปรโหมตของผลิตภันณฑ์สินค้าอีกด้วย ซึ่งหมายความว่า ทุกคนที่รักในวงการแฟชั่น สามารถบพกับคนดังมากมายบน Instagram นี้

4. Gucci

จะเห็นว่า Gucci ทุ่มเท และลงทุนที่จะถ่ายทอดความรู้สึกผ่านเนื้อหาเกี่ยวกับแบรนด์ของตน เพื่อให้ออกมามีประสิทธิภาพ และดูไม่น่าเบื่อสำหรับลูกค้า

และยังเป็นแบรนด์ที่หรูหรา และถ่ายทอดความรู้สึกผ่านรูปภาพทุกรูปบน Instagram ได้อย่างประทับใจ

5. Louis Vuitton

นี่คือแบรนด์ที่มองเห็นได้ชัดเจนเกี่ยวกับกระเป๋าเป็นสัญลักษณ์ และสิ่งของอื่น ๆ ที่จำที่สามารถใช้งานได้ทันที และมีการเพิ่มความสามารถในการสร้างสรรค์รูปภาพที่สวยงามบน Instagram ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งสุดยอดแบรนด์ที่สมบูรณ์แบบอีกด้วย

ซึ่งสิ่งสำคัญ ที่ต้องจำเกี่ยวกับ Louis Vuitton บน Instagram คือ การขายภาพ ไลฟ์สไตล์ ที่พยายามส่งเสริมให้เป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝัน หรือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ชมนั่นเอง

เช่นเดียวกับ Nike ที่ Louis Vuitton มีการตั้งเป้าที่จะพัฒนา และสามารถเข้ากลุ่มผู้ชมที่ต้องการอีกจำนวนมาก

6. Adidas

10 แบรนด์ดัง บน IG

โดยจะเห็นว่า Adidas จะมีความคล้ายคลึงกับ Nike ซึ่งจะที่เน้นไปที่การนำเสนอเกี่ยวกับทางด้านกีฬา หรืออุปกรณ์ต่าง ๆที่เกี่ยวกับการกีฬา

ดังนั้น คุณจะเห็นเนื้อหามากมายเกี่ยวกับการกำหนดเป้าหมาย และความสำเร็จ ตลอดจนคำแนะนำด้านกีฬาโดยทั่วไป

นอกจากนั้นแบรนด์ Adidas ยังเป็นแบรนด์ยอดฮิตติดอันดับบน Instagram อีกด้วย ซึ่งมีผู้ที่ติดตามมากมายหลายหมื่นคนอีกด้วย

7. Dior

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์แฟชั่นรายใหญ่ อีกแบรนด์หนึ่ง ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถดึงดูดผู้คนบน Instagram ให้สนใจแบรนด์ของตน

โดย Dior คือ ที่สุดของวงการแฟชั่น ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวที่เกี่ยวกับรูปลักษณ์ การขับเคลื่อนตามฤดูกาลของแฟชั่น และยังสามารถนำเสนอ หรือเผยแพร่เนื้อที่สามารถดึงดูดให้ผู้คนติดตาม และดูสินค้าของตนอย่างเพลิดเพลิน

8. MAC Cosmetics (เครื่องสำอาง MAC)

ถ้าจะกล่างถึงอีกแบรนด์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับ Instagram ก็คงเป็นเครื่องสำอาง MAC ซึ่งบริษัทนี้ มีผลิตภัณฑ์มากมายที่พร้อมสำหรับเพลิดเพลิน และสามารถดึงดูดลูกค้าบน Instagram อย่างมากมาย

และยังมีการอัพเดต หรือนำเสนอสิ้นค้าในหลาย ๆ รูปแบบ และมีเนื้อหาที่ลงตัวอีกด้วย และดูเหมือนว่า เครื่องสำอาง MAC ยังสามารถดึงดูดผู้คนให้ติดตามมากกว่าหมื่นคนในอีกด้วย

9. BMW

10 แบรนด์ดัง บน IG

สิ่งที่ BMW ทำบน Instagram เป็นสิ่งที่พิเศษอย่างแท้จริง ซึ่งจะเห็นว่า มีผู้ติดตามกว่า 20 ล้านคน ซึ่งแบรนด์มีความหรูอยู่ในตัว และบริษัทยังมุ่งเน้นที่จะทำให้การเปิดตัวรถยนต์แต่ละคันเป็นที่น่าตื่นเต้น และน่าประทับใจสำหรับผู้ชมอีกด้วย

และเนื้อหาส่วนใหญ่ที่แบรนด์ BMW นั้นได้นำเสนอ คือ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ประสบการณ์ที่ผู้ขับขี่มีให้กับยานพาหนะ

10. Mercedes-Benz

ด้วยจำนวนผู้ติดตามที่ใกล้เคียงกับ BMW รถยนต์ยักษ์ใหญ่คันนี้ จึงมุ่งเน้นไปที่การใช้ Influencers มากกว่าผู้ผลิตรายอื่นส่วนใหญ่ในตลาด ซึ่งจะเห็นว่ามีผลตอบรับที่ดี และ Mercedes ยังคงเป็นรถหรู และมีราคาที่หลายคนสามารถจับต้องได้

Credit

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม

อนาคตของ 5G

อนาคตของ 5G

อนาคตของ 5G โดย 5G ถือว่า เป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเทคโนโลยีนี้

ได้กลายเป็นกระแสอย่างมากในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดการหยุดชะงักทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ และปรับปรุงบริการการเชื่อมต่อที่มีอยู่

โดยการถือกำเนิดของ 5G ได้ขยายเครือข่ายมือถือในวงกว้าง โดยนำเสนอการเชื่อมต่อที่แพร่หลายสำหรับแอพพลิเคชั่นที่หลากหลาย

นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังสามารถช่วยให้อุตสาหกรรมที่หลากหลาย สามารถเชื่อมต่อ และเพิ่มประสิทธิภาพ และมูลค่าได้

สำหรับการระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม 5G ใน 2 วิธี ได้แก่ ด้านหนึ่ง คือ การเริ่มต้นของ coronavirus ทำให้เกิดการหยุดชะงักอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรม 5G แต่ในทางกลับกัน มันสร้างโอกาสบางอย่างให้กับเทคโนโลยี

ซึ่งการระบาดใหญ่ทำให้การเปิดตัว 5G ล่าช้าในหลายประเทศมรากำลังพัฒนา เช่น อินเดีย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย และตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ การล็อกดาวน์ที่ขับเคลื่อนด้วยไวรัสโคโรน่า ยังบังคับให้ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี และส่วนประกอบต่าง ๆ ลดการผลิต และปิดตัวลงเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน ความพ่ายแพ้ทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาด ได้กระตุ้นให้อุตสาหกรรมบังคับใช้ระบบอัตโนมัติ และการแปลงเป็นดิจิทัล โดยต้องใช้ความเร็วเครือข่ายสูงมากกว่าที่เคย

นอกจากนี้ การเปลี่ยนด้านการทำงาน คือ การทำงานที่บ้านแทน (Work From) และการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของผู้คนเพื่อหาเลี้ยงชีพออนไลน์มีส่วนทำให้ 5G สูงขึ้น

สำหรับการต่อต้านเครือข่าย 5G ก็เกิดขึ้นในยุคก่อนโรคระบาดเช่นกัน แม้ว่ากลุ่มต่อต้าน 5G และหยุด 5G จำนวนมากบนแพลตฟอร์ม เช่น Facebook แต่การเริ่มระบาดของโควิด 19 ได้ช่วยส่งเสริมทฤษฎีสมคบคิดให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

มีการอ้างว่า 5G สามารถก่อให้เกิดการแผ่รังสีที่เป็นอันตรายมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดมะเร็ง และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ต่อมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม

และสิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้น นักทฤษฎีสมคบคิดเริ่มเชื่อมโยง 5G กับ coronavirus ทฤษฎีสมคบคิดที่เกี่ยวข้องกับ 5G และ coronavirus ทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดในทางที่เป็นอันตราย

การระบาดใหญ่เป็นโอกาสที่ดีในการใช้ประโยชน์จากการอ้างสิทธิ์เท็จนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ทุกวันนี้ หากการเคลื่อนไหวของวัคซีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ค่อนข้างใหญ่กว่าบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ก็เป็นเพียง 5G ที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง

ความสำเร็จ 5G จนถึงปัจจุบัน

เทคโนโลยี 5Gได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อเร็ว ๆ นี้ และประเทศส่วนใหญ่กำลังนำ 5G มาใช้กับเครือข่ายเซลลูลาร์ของตน

ด้วยการถือกำเนิดของ 5G แอปพลิเคชัน IoT/M2Mและการเชื่อมต่อระยะไกลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าตลาดเทคโนโลยี 5G คาดว่าจะได้รับความสนใจอย่างมากจากทั่วโลก

การวิจัยตลาดในอนาคต (MRFR) ยืนยันว่าการประเมินมูลค่าตลาดเทคโนโลยี 5G ทั่วโลกจะทรงตัวที่จะถึง 700 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2568 ซึ่งเติบโตที่ CAGR มากถึง 70.83% ในช่วงคาดการณ์ (2020-2025) ซึ่งข้อได้เปรียบของ 5Gนั้นยิ่งใหญ่สำหรับวัตถุประสงค์ส่วนตัว และเชิงพาณิชย์

ด้วยความเร็วเครือข่าย และแบนด์วิธที่สูงกว่า เทคโนโลยีมือถือ 5G ช่วยให้ดาวน์โหลดได้เร็วขึ้นจาก 10Gbps ถึง 20Gbps ต่อวินาทีตามข้อกำหนด IMT-2020

ในยุคปัจจุบันที่งาน และกระบวนการส่วนใหญ่ดำเนินการทางออนไลน์ ประโยชน์ของ 5G จะพูดเกินจริงไม่ได้

ซึ่งความเร็วเครือข่ายที่เร็วขึ้นจะทำให้เวลาแฝง/ความล่าช้าของเครือข่ายลดลงมาก จากมุมมองทางเศรษฐกิจ เวลาที่เสียไปกับการบัฟเฟอร์และรอให้หน้าเว็บโหลดถือว่ามีค่าใช้จ่ายสูง

เนื่องจากชีวิตสมัยใหม่ต้องอาศัยความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เร็วกว่าเป็นส่วนใหญ่ เวลาแฝงของเครือข่ายต่ำจึงเป็นที่นิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น การดูแลสุขภาพ และการแพทย์ทางไกล ธนาคารบนมือถือ และออนไลน์ และการจองโรงแรม/เที่ยวบิน และการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ทางออนไลน์

ในอนาคต 5G จะทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่และมีความสำคัญต่อภารกิจ โดยให้ความจุเครือข่ายสูงขึ้นมาก (ประมาณ 100 เท่ามากกว่า)

นอกจากนี้ 5G จะส่งเสริมระบบอัตโนมัติและการแปลงเป็นดิจิทัล เพิ่มการใช้ IoT และ IIoT ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

การเพิ่มการเจาะตลาดของแอปพลิเคชันบนเว็บและการระดมทุนจากรัฐบาลเพื่อเครือข่ายที่ปลอดภัยและเชื่อมต่อจากส่วนกลางจะเป็นแรงผลักดันอย่างมากต่อการเติบโตของตลาดเทคโนโลยี 5G

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 และ 5.0 จะได้รับประโยชน์จากนวัตกรรม 5G อย่างกว้างขวาง

นอกเหนือจากข้อดีที่น่าทึ่งนี้แล้ว เทคโนโลยี 5G ยังมีข้อเสียที่น่าสับสนอยู่บ้าง ค่าใช้จ่ายสูงที่จำเป็นสำหรับการตั้งค่าและความคลุมเครือของปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

ซึ่ง 5G อาจทำให้เกิดสุขภาพหรือความเป็นส่วนตัวจะจำกัดการเติบโตของตลาด ในฐานะที่เป็นเทคโนโลยีใหม่อย่างสมบูรณ์ การสร้างและบำรุงรักษาระบบนิเวศ 5G ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก

การสร้างเครือข่าย 5G ที่เข้าถึงลูกค้าจำนวนมากได้จะเกี่ยวข้องกับการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ เสาเคลื่อนที่ 5G ที่สร้างขึ้นใหม่ได้กลายเป็นแหล่งข้อโต้แย้งโดยอ้างว่าปัญหาสุขภาพจะเกิดขึ้นจากคลื่นวิทยุที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีความกลัวเกี่ยวกับความปลอดภัยของเครือข่าย 5G และหากความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อาจถูกบุกรุก

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของหลายประเทศกำลังศึกษาเพื่อปรับปรุงหลักทรัพย์ 5G อยู่แล้ว ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เทคโนโลยี 5G ไม่เพียงแต่คงอยู่ต่อไปได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้มีความก้าวหน้าอย่างมากในตลาดอีกด้วย

อนาคตของ 5G

อนาคตของ 5G จะเป็นอย่างไร

เทคโนโลยี 5G ถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อเครือข่ายในอนาคต ด้วยข้อดีหลายประการ โดยส่วนใหญ่เป็นความเร็วของเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น คาดว่า 5G จะขับเคลื่อนการรองรับความจุสำหรับ Internet of Everything และแอปพลิเคชันที่มีความสำคัญต่อภารกิจ

เทคโนโลยีดังกล่าว จะสามารถช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของอุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ IoT เช่น สมาร์ทวอทช์และอุปกรณ์สวมใส่อื่นๆ ไปจนถึงอุปกรณ์ Internet of Everything (IoE) ไปจนถึงรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

การเปิดตัว 5G จะสร้างอนาคตใหม่ให้กับยุคดิจิทัล และทำให้ชีวิตไม่ยุ่งยาก ต่อจากนั้น การลงทุนใน 5G ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

จากข้อมูลของ American Institute Center of Research for Citizen Research การลงทุนในเครือข่าย 5G สามารถสร้างมูลค่ากว่า 530 พันล้านเหรียญสหรัฐในระยะเวลา 7 ปี

ในอนาคต 5G จะจัดหาแหล่งรายได้ใหม่ให้กับธุรกิจจำนวนมาก ซึ่งหมายความว่า บริษัทต่าง ๆ ควรลงทุนมากขึ้นในการพัฒนาเทคโนโลยี 5G โดยเจาะลึกถึงมูลค่าตลาดที่อาจเกิดขึ้น

Credit

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม

SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร โดย SEO และ SEM ก็เปรียบเหมือนเหรียญที่มีอยู่ 2 ด้าน ซึ่งเป้าหมายของทั้งคู่ ก็คือ การเพิ่มปริมาณการเข้าชมไซต์ เพื่อให้ได้รับ Conversion มากขึ้นนั่นเอง

แล้ว SEO หรือ Search Engine Optimization คืออะไร และ SEM หรือ Search Engine Marketing นั้นคืออะไร

แล้วทั้ง 2 อย่างนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร และมีการทำงานร่วมกันหรือไม่ อย่างไร ไปทำความเข้าไใจไปพร้อม ๆ กันเลย!!

search marketing หรือ การตลาดการค้นหา คืออะไร

โดย search marketing หรือ การตลาดการค้นหา มีความเกี่ยวข้องกับกลวิธีต่าง ๆ ที่สามารถช่วยให้แบรนด์ได้รับความสนใจ โดยปรากฏบนหน้าผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหา (SERPs)

ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 หมวดใหญ่ ๆ คือ

  • SEO ซึ่งใช้กลยุทธ์ออร์แกนิกเพื่อปรากฏในการค้นหา
  • SEM ซึ่งใช้กลยุทธ์แบบชำระเงินเพื่อปรากฏในการค้นหา

ซึ่งความแตกต่างที่เด่นชัด ระหว่าง SEO กับ SEM คือ SEO เป็นกลยุทธ์แบบออร์แกนิก ในขณะที่ SEM จะได้รับค่าตอบแทน นั่นเอง

Search Engine Optimization (SEO) คืออะไร

ซึ่ง Search Engine Optimization (SEO) เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัล ที่ใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพ และปริมาณของปริมาณการค้นหาแบบทั่วไปในเว็บไซต์ ซึ่งเป้าหมายของ SEO คือ การจัดอันดับเว็บไซต์ในผลการค้นหาทั่วไปนัานเอง

SEO กับ SEM ต่างกัน

ซึ่งผลการค้นหาของ Google ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ ผลการค้นหาที่เสียค่าใช้จ่าย และผลการค้นหาทั่วไป

ซึ่งผลลัพธ์บนสุด คือ โฆษณาแบบชำระเงิน ในขณะที่สองผลลัพธ์ด้านล่างนั้น เป็นผลลัพธ์แบบทั่วไป SEO เป็นที่ที่คุณมุ่งเน้น 100% ในการจัดอันดับในผลลัพธ์แบบออร์แกนิก

สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณไม่เพียงแค่ต้องการรับส่งข้อมูล คุณต้องการดึงดูดผู้คนที่สนใจผลิตภัณฑ์ และบริการของคุณอย่างแท้จริง และมีแนวโน้มว่าจะกลายมาเป็นลูกค้า

นั่นเป็นเหตุผลที่คุณภาพของการเข้าชม เป็นองค์ประกอบสำคัญของคำจำกัดความ SEO

เมื่อคุณได้รับมีคุณภาพสูงของการจราจรการคลิกผ่านจาก SERPs คุณต้องการที่จะเพิ่มปริมาณการเข้าชม

นั่นคือ สิ่งที่ดีที่เกิดขึ้น ยิ่งปริมาณการใช้ข้อมูลสูง ที่คุณสามารถขับเคลื่อนไปยังเว็บไซต์ของคุณได้มากเท่าใด โอกาสในการแปลงก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

SEO มีกลวิธีอะไรบ้าง

  • On-Page SEO ปรับหน้าเว็บแต่ละหน้าให้เหมาะสม เพื่อกำหนดเป้าหมายคำหลักและดึงดูดเครื่องมือค้นหาและผู้ใช้ กลยุทธ์ประกอบด้วย การวิจัยคำหลัก เนื้อหา การเพิ่มประสิทธิภาพรูปภาพ เมตาแท็ก และอื่น ๆ
  • Technical SEO ปรับองค์ประกอบของเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาให้เหมาะสม – ให้นึกถึงโครงสร้างแบ็กเอนด์และสถาปัตยกรรมของเว็บไซต์ กลยุทธ์ที่วางไว้เพื่อปรับปรุงความเร็วไซต์ ความเป็นมิตรกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ ความสามารถในการรวบรวมข้อมูล การจัดทำดัชนี สถาปัตยกรรม ประสบการณ์ผู้ใช้ ข้อมูลที่มีโครงสร้าง และความปลอดภัย 
  • Off-page SEOสร้างอำนาจและชื่อเสียงของเว็บไซต์ของคุณผ่านเว็บไซต์คุณภาพสูงอื่น ๆ เทคนิคต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างลิงก์ รายชื่อในท้องถิ่น โปรไฟล์ไดเรกทอรี และฟอรัม 

Search Engine Marketing (SEM) คืออะไร

โดย Search Engine Marketing (SEM) เป็นคำที่ใช้อธิบายกลยุทธ์ ที่ช่วยให้ไซต์ของคุณได้รับความสนใจในหน้าผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหา และเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ

ซึ่ง SEM มีกลยุทธ์แบบชำระเงินจำนวนมาก เพื่อให้ปรากฏในการค้นหา เช่น โฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก (PPC)และโฆษณาแบบชำระเงินบนแพลตฟอร์มเฉพาะของ Google (Google My Business, Google Shopping เป็นต้น)

แม้ว่า SEO จะเน้นที่การจัดอันดับ 100% ในผลลัพธ์แบบออร์แกนิก SEM ใช้ PPC และโฆษณาแบบชำระเงินเพื่อรับการเข้าชมจากเครื่องมือค้นหา และได้รับการมองเห็นใน SERP

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง SEO กับ SEM คือ SEO เป็นกลยุทธ์ที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนในขณะที่ SEM เป็นกลยุทธ์แบบ ชำระเงิน

คุณอาจเคยได้ยินว่า SEM รวม SEO ด้วย แต่นั่นขึ้นอยู่กับคำจำกัดความที่คุณใช้ นักการตลาดดิจิทัลบางคนพิจารณาว่า SEM เป็นคำศัพท์ที่ประกอบด้วยกลยุทธ์ทั้งแบบชำระเงินและแบบออร์แกนิก

SEM ทำงานอย่างไร

คุณเสนอราคาเพื่อให้โฆษณาของคุณแสดงบนแพลตฟอร์มโฆษณาบนการค้นหา Google Ads (เดิมคือ Google AdWords) เป็นแพลตฟอร์มโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยมี 37.2% ของตลาดโฆษณาดิจิทัลเทียบกับ 19.6% ของ Facebook

คุณทำการวิจัยคำหลัก (เช่นเดียวกับ SEO) ก่อนสร้างแคมเปญโฆษณาที่กำหนดเป้าหมายคำหลักที่ทำกำไรได้มากที่สุดสำหรับเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการของคุณ

จากนั้น เมื่อผู้ใช้ค้นหาคำหลักเหล่านั้น พวกเขาจะเห็นโฆษณาของคุณที่ด้านบนหรือด้านล่างของหน้าผลลัพธ์ ทุกครั้งที่ผู้ใช้คลิกที่โฆษณา คุณจะต้องจ่ายเป็นจำนวนเงินที่เสนอ

SEO กับ SEM อะไรคือความแตกต่าง

SEO และ SEM เป็นองค์ประกอบเฉพาะของการตลาดผ่านการค้นหา แต่นอกเหนือจากการเป็นกลยุทธ์แบบออร์แกนิก และแบบจ่ายเงิน อะไรคือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างกลยุทธ์เหล่านี้

1. ผลกระทบของ SEM จะเกิดขึ้นทันที ในขณะที่ SEO ต้องใช้เวลา

2. SEM ดีกว่าสำหรับการทดสอบมากกว่า SEO

3. SEO เพิ่มมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่ SEM ใช้งานได้ตราบใดที่คุณจ่ายเงินสำหรับผลลัพธ์ที่จะแสดง

4. ผลลัพธ์ SEM เป็นตำแหน่งที่ชำระเงิน ในขณะที่ผลลัพธ์ SEO นั้นไม่ได้ชำระเงิน คุณจ่ายเงินทุกครั้งที่ผู้ใช้คลิกที่ผลลัพธ์ SEM ในทางกลับกัน คุณจะไม่ต้องจ่ายอะไรเลยเมื่อผู้ใช้คลิกที่ผลลัพธ์ทั่วไป (SEO)

5. ผลลัพธ์ SEM แสดงสำหรับผู้ชมที่เลือก ในขณะที่ผลลัพธ์ SEO ไม่แสดง

Credit

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม

SAP S/4HANA คืออะไร

SAP S/4HANA คืออะไร

SAP S/4HANA คืออะไร โดย S/4HANA ย่อมาจาก Suite บน HANA เป็นซอฟต์แวร์ ERP รุ่นต่อไปของ SAP ที่ประกอบด้วย สถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย ฟังก์ชันการทำงานแบบลีน ประสบการณ์ผู้ใช้ที่ได้รับการปรับปรุง และรวมเอาเทคโนโลยีขั้นสูง

เช่น ปัญญาประดิษฐ์ และการเรียนรู้ของเครื่อง มันทำงานบนฐานข้อมูล SAP HANA เท่านั้น และสามารถโฮสต์ได้ทั้งในสถานที่ และในระบบคลาวด์

สถาปัตยกรรมของ S/4HANA ค่อนข้างมีความซับซ้อน และมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวได้จำนวนมาก มีหนังสือที่อุทิศให้กับสถาปัตยกรรมของ S/4HANA โดยเฉพาะ ส่วน

ประกอบ และจุดประสงค์ของ S/4HANASAP

1. WebDispatcher – WebDispatcher คือ สวิตช์ซอฟต์แวร์ ที่อยู่ระหว่างอินเทอร์เน็ต และระบบ SAP ของคุณ เมื่อผู้ใช้ปลายทางส่งคำขอ HTTPS อันดับแรกจะเข้าสู่ WebDispatcher

ซึ่งจะตัดสินใจว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธคำขอ เมื่อยอมรับการเชื่อมต่อ โหลดจะสมดุลเพื่อให้แน่ใจว่ามีการกระจายทั่วทั้งเซิร์ฟเวอร์ SAP Web Dispatcher มีส่วนช่วยในการรักษาความปลอดภัย และยังปรับสมดุลโหลดในระบบ SAP

2. SAP FIORI – SAP FIORI เป็นเลเยอร์การนำเสนอสำหรับ S/4HANA ตาม SAP “SAP FIORI เป็นภาษาการออกแบบ ที่นำประสบการณ์ผู้ใช้ มาสู่แอปพลิเคชันระดับองค์กร” 

ซึ่งผู้ใช้ยังคงสามารถเข้าถึงระบบ S/4HANA โดยใช้ SAPGUI แต่ส่วนใหญ่จะสงวนไว้สำหรับเหตุผลด้านการดู แลระบบและความเข้ากันได้ 

นอกจากนี้ การใช้แอพ FIORI เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อใช้ประโยชน์จากฟังก์ชัน S/4HANA อย่างเต็มที่ เช่น การวิเคราะห์แบบฝัง และกระบวนการอัตโนมัติของหุ่นยนต์

3. SAP Gateway – ตามชื่อของมัน SAP Gateway ให้คุณเชื่อมต่ออุปกรณ์ สภาพแวดล้อม และแพลตฟอร์มเข้ากับระบบ SAP 

ใช้ Open Data Protocol (OData) สำหรับการสื่อสาร ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถใช้ภาษาการเขียนโปรแกรมหรือรุ่นใดก็ได้

เพื่อเชื่อมต่อกับ SAP และแอปพลิเคชันที่ไม่ใช่ SAP โดยใช้เกตเวย์ S/4HANA ใช้บริการเกตเวย์และ OData เพื่อแปลข้อมูลธุรกิจจากฐานข้อมูล และนำเสนอโดยใช้แอป FIORI

SAP S/4HANA คืออะไร

4. เครื่องมือการประยุกต์ใช้ – การประยุกต์ใช้เครื่องมือ S / 4HANA ของที่มีรูปแบบข้อมูลง่าย ไม่จำเป็นต้องมีการรวม และดัชนีอีกต่อไป

ส่งผลให้จำนวนตารางที่ต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจในแต่ละวันลดลง เป็นผลให้รอยเท้าหน่วยความจำลดลงอย่างมากเช่นกัน S/4HANA สามารถดำเนินการทั้งธุรกรรม OLAP และ OLTP และมีการแยกข้อมูลหลัก และข้อมูลธุรกรรมอย่างชัดเจน

5. มุมมอง CDS – CDS ย่อมาจาก Core Data Services เรียกอีกอย่างว่า รูปแบบการกดรหัส ซึ่งหมายความว่า การคำนวณที่ใช้ทรัพยากรมากบางส่วนถูกผลักลงไปที่ชั้นฐานข้อมูล

ซึ่งจะทำให้โหลดออกจากเซิร์ฟเวอร์แอปพลิเคชัน จึงให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ CDS ยังนำเสนอความสามารถที่เหนือกว่าเครื่องมือสร้างแบบจำลองข้อมูลแบบดั้งเดิม

รวมถึงการรองรับการสร้างแบบจำลองแนวคิดและการกำหนดความสัมพันธ์ ฟังก์ชันในตัว และส่วนขยาย

6. SAP HANA – S/4HANA ทำงานบนฐานข้อมูล SAP HANA เท่านั้น เป็นระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ในหน่วยความจำเชิงคอลัมน์ของ SAP ที่รวม OLTP (การประมวลผลธุรกรรมออนไลน์) และ OLAP (การประมวลผลการวิเคราะห์ออนไลน์) เข้าไว้ในระบบเดียว 

โดยพื้นฐานแล้ว OLTP นั้นเกี่ยวกับการจับ จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลจากธุรกรรม ในขณะที่ OLAP นั้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์ การประมวลผลการสืบค้นที่ซับซ้อนเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตที่รวบรวมมาจากระบบ OLTP 

การจัดเก็บข้อมูลในหน่วยความจำหลัก มากกว่าบนดิสก์ ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สืบค้น และประมวลผลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จึงให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าฐานข้อมูลที่ไม่ใช่ในหน่วยความจำ

วิวัฒนาการของ SAP S/4HANA

SAP S/4HANA คืออะไร
  • SAP ECC – ECC เป็นรุ่นก่อนหน้าของ S/4HANA Enhance Pack ล่าสุดคือ 8 และสามารถทำงานบนฐานข้อมูลต่าง ๆ เช่น MS SQL Server, Oracle, DB2, Max DB และ Sybase
  • Suite on HANA – ในปี 2011 SAP ได้เปิดตัวฐานข้อมูลในหน่วยความจำ ที่เรียกว่า HANA จากแพ็คเสริมประสิทธิภาพ 7 ECC มีความสามารถในการทำงานบน HANA แม้ว่าในทางเทคนิคแล้ว มันสามารถทำงานบนฐานข้อมูล HANA ได้ แต่ฟังก์ชันของมันก็ไม่ได้รับการปรับให้เหมาะสม เพื่อใช้ประโยชน์จากความสามารถในหน่วยความจำของฐานข้อมูล HANA
  • Simple Finance – ในปี 2015 SAP ได้เปิดตัว Simple Finance และเวอร์ชันแรกเรียกว่า 1503 ซึ่งเป็นส่วนเสริมที่อยู่ด้านบนของระบบ ECC อย่างน้อยระบบ ECC ต้องมีแพ็คเสริมเวอร์ชัน 7 ตามข้อกำหนดสำหรับการติดตั้งส่วนเสริม โดยส่วนเสริมประกอบด้วย ฟังก์ชันการเงินหลักของ ECC และโค้ดนี้ได้รับการปรับให้เหมาะสมเพื่อใช้ประโยชน์จากความสามารถในหน่วยความจำของ HANA อย่างเต็มที่ 
  • SAP S/4HANA – ในเดือนพฤศจิกายน 2015 SAP ได้เปิดตัว Suite ที่ได้รับการปรับแต่งอย่างเต็มที่สำหรับแอปพลิเคชัน HANA ชื่อ S/4HANA เวอร์ชันเริ่มต้นของ 1511 มีฟังก์ชันหลักเพียงบางส่วนเท่านั้น มีการเพิ่มฟังก์ชันการทำงาน และเทคโนโลยีขั้นสูงในระหว่างการเผยแพร่ในอนาคต 

Credit

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม

เครื่องมือสร้างเว็บไซต์คืออะไร

เครื่องมือสร้างเว็บไซต์คืออะไร

เครื่องมือสร้างเว็บไซต์คืออะไร โดยเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ หรือ WEBSITE BUILDER เป็นเครื่องมือที่ผู้สร้างได้ออกแบบขึ้นมาเพื่อลดขั้นตอนของการเขียนโปรแกรม

ที่มีอินเทอร์เฟซแบบกราฟิกที่ใช้งานง่าย และมีคุณสมบัติมากมาย เพื่อที่จะสามารถให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น และผู้ใช้สามารถประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายมากขึ้น

โดยโซลูชันเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้ว จะมีเทมเพลตที่สวยงามฟรี ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับแต่งเพิ่มเติมโดยเพิ่มข้อความ, ภาพ, วิดีโอ และอื่น ๆ ตามความเหมาะสมได้ด้วยตนเอง และตามความต้องการของตน โดยที่ไม่ต้อจ้างนักพัฒนาอีกด้วย

ซึ่ง WYSIWYG มีการสนับสนุน เป็นข้อได้เปรียบของการใช้อีกผู้สร้างเว็บ หรือที่เรียกว่า สิ่งที่คุณเห็นคือสิ่งที่คุณได้รับ นั่นหมายความว่า เว็บไซต์ของคุณจะปรากฏตามแบบที่คุณออกแบบอย่างแน่นอน

และยังสามารถช่วยเพิ่มฟังก์ชันไดนามิก เพื่อทำให้หน้าเว็บของผู้สร้าง สามารถโต้ตอบได้ ซึ่งผู้ใช้งาน หรือผู้สร้างเว็บสามารถใช้เพื่อรวมโปรแกรมเล่นสื่อ เครื่องคิดเลข และตารางตอบสนองต่าง ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม การสร้างเว็บไซต์ก็ถือว่าเป็นเรื่องยากสำหรับมือใหม่ และอาจมีขั้นตอนที่ซับซ้อนที่ยากจะเข้าใจ ควรศึกษา และสอบถามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญให้เข้าใจก่อนที่จะลงมือสร้างเว็บไซ์ และเพื่อความง่าย และมีประสิทธิภาพแก่เว็บไซต์ของคุณเอง

ประเภทของตัวสร้างเว็บไซต์ มีอะไรบ้าง

1. ตัวสร้างเว็บไซต์ออฟไลน์

การสร้างเว็บไซต์แบบออฟไลน์ สามารถดาวน์โหลด และไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการทำงาน แต่จะขึ้นอยู่กับที่เก็บข้อมูลของอุปกรณ์และเพื่อการบันทึกเว็บไซต์ของคุณ

เมื่อเสร็จแล้ว คุณจะต้องอัปโหลดไปยังผู้ให้บริการโฮสติ้งของคุณ ตัวอย่าง ได้แก่ Dreamweaver , RapidWeaver และ CoffeeCup software เป็นต้น

ข้อดีของตัวสร้างเว็บไซต์ออฟไลน์

  • เหมาะสำหรับนักออกแบบมืออาชีพ
  • ไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
  • ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบริการเว็บโฮสติ้ง
  • สามารถให้คุณถ่ายโอนไฟล์ได้

ขอเสียของตัวสร้างเว็บไซต์ออฟไลน์

  • ราคาค่อนข้างแพง
  • ต้องใช้ทักษะทางเทคนิคในการใช้งาน
  • ต้องการผู้ให้บริการโฮสติ้งเพื่อเผยแพร่ออนไลน์

2. เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ออนไลน์

สำหรับการบริการส่วนใหญ่นั้น จะเป็นส่วนเสริมจากผู้ให้บริการโฮสต์ ระบบจัดการเนื้อหา (CMS) เช่น WordPress ก็มีเช่นกัน

คุณจะต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทุกครั้งเพื่อที่จะใช้งาน นอกจากนี้ ยังมีการใช้งานง่าย นอกจากนั้น ยังมีฐานสนับสนุนขนาดใหญ่ของนักออกแบบ 

คุณสามารถใช้เทมเพลตที่สร้างไว้ล่วงหน้าจากฟอรัมเสริมได้ฟรี ตัวอย่าง ได้แก่ Elementor , Ucraft , Thrive Architect และอื่นๆ

ข้อดีของเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ออนไลน์

  • ไม่ต้องดาวน์โหลดซอฟต์แวร์
  • เข้าถึงได้จากทุกที่
  • เหมาะสำหรับการทำงานร่วมกัน

ข้อเสียของเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ออนไลน์

  • ไม่เหมาะสำหรับนักออกแบบมืออาชีพ 
  • ต้องการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
  • ตัวเลือกการเพิ่มประสิทธิภาพ SEO ที่จำกัด
  • ไม่เหมาะกับเว็บไซต์ขนาดใหญ่

เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ทำงานอย่างไร

1. การเลือกผู้สร้าง

สำหรับการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม เว็บไซต์ออฟไลน์ เพื่อสร้างซอฟต์แวร์ที่เหมาะสำหรับมืออาชีพ คุณจะได้รับอิสระในการออกแบบ ซึ่งตัวเลือกเหล่านี้ มักจะสนับสนุนภาษาเขียนโค้ดยอดนิยม

แต่ในทางกลับกัน โซลูชันออนไลน์นั้น จะมีประสิทธิภาพสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ โดยเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ จะมาพร้อมกับเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับการออกแบบเว็บไซต์อย่างมืออาชีพ

โดยคุณสามารถเข้าถึงได้ จากผู้ให้บริการโฮสต์ ที่ใช้ร่วมกันที่ถูกกว่า อย่างไรก็ตาม คุณควรพิจารณาเลือกใช้ระดับ VPS บน Windows หรือ Linux ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะให้พลังการประมวลผลที่มากกว่าเพื่อประสบการณ์ที่ปราศจากความล่าช้าอีกด้วย

2. เลือกเทมเพลตที่เหมาะสม

เครื่องมือออกแบบเว็บไซต์ทั้งหมด จะมาพร้อมกับเทมเพลตจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม คุณสามารถรับความหลากหลายมากขึ้น ด้วยตัวสร้างออฟไลน์ ตัวอย่าง เช่น Thrive Suite ที่เสนอตัวเลือกฟรีกว่า 270 รายการ

3. ใช้ตัวแก้ไข

เครื่องมือสร้างหน้าเว็บที่ดี จะอนุญาตให้ปรับแต่งได้ คุณสามารถเพิ่มองค์ประกอบโดยใช้บล็อกเนื้อหา ซึ่งตัวเลือกการจัดแต่ง จะทำให้เว็บไซต์ของคุณน่าเข้าหา คุณสามารถปรับสีของธีมให้เหมาะสม เปลี่ยนแบบอักษร เพิ่มรูปภาพพื้นหลัง ฯลฯ

4. ดูตัวอย่างการเปลี่ยนแปลง

โปรแกรมสร้างเว็บไซต์ มีตัวเลือกสำหรับดูตัวอย่างการออกแบบของคุณ ช่วยตรวจสอบลักษณะที่เว็บไซต์ของคุณ ที่ปรากฏต่อผู้เข้าชม คุณสามารถดูตัวอย่างสำหรับทั้งพีซี และอุปกรณ์มือถือได้อย่าสะดวก

5. เผยแพร่

คุณสามารถเผยแพร่ไซต์ของคุณได้ โดยสามารถเข้าดูตัวอย่างได้ที่ Google Analytics มันจะแสดงปริมาณการเข้าชม สถานที่ของผู้เยี่ยมชม การอ้างอิงคำหลัก ฯลฯ รายงานจะช่วยให้คุณเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญการตลาดของคุณได้

6. SEO

โดยการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการค้นหา (SEO) เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการปรับปรุงการมองเห็นเว็บไซต์ ซึ่งสามารถช่วยปรับปรุงการจัดอันดับของคุณใน Google, Bing, Yahoo และอื่น ๆ โดยเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ส่วนใหญ่มีตัวเลือก SEO พื้นฐาน

แม้ว่าจะใช้งานได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ คุณจะต้องใช้เครื่องมือขั้นสูง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า

เครื่องมือสร้างเว็บไซต์คืออะไร

คุณควรมองหาอะไรในตัวสร้างเว็บไซต์ที่ดี

1. สะดวกต่อการใช้งาน

แต่คุณจะทราบได้อย่างไรว่าเครื่องมือนั้นใช้งานง่ายโดยไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบคุณสมบัติที่มีให้ก่อน อ่านบทวิจารณ์ ตัวสร้างเว็บไซต์ และบริการโฮสติ้งบางตัวเสนอให้ทดลองใช้งานฟรี เช่น Wix ที่มีช่วงทดลองใช้งาน 14 วัน คุณสามารถใช้ประโยชน์จากมันเพื่อทดสอบคุณภาพการใช้งานก่อนได้

2. ราคา 

สำหรับตัวเลือกพรีเมียม จะมีประโยชน์มากขึ้น หากคุณมีงบประมาณที่มากกว่า Squarespace ซึ่งเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพ และยังมีรายการ คุณสมบัติมากมาย สำหรับการสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

3. ตัวเลือกเทมเพลต

เทมเพลต คือ สิ่งที่ทำให้เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ระดับมืออาชีพที่โดดเด่น สามารถตรวจสอบให้แน่ใจว่า คุณเลือกวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเลือกที่หลากหลาย จะทำให้คุณมีโอกาสสร้างเว็บไซต์ที่ไม่เหมือนใครได้

4. ตอบสนองต่อมือถือ

ซึ่งจะเห็นว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 80% มีการท่องเว็บผ่านโทรศัพท์มือถือ คุณไม่ต้องการที่จะสูญเสียผู้เข้าชม เนื่องจากเว็บไซต์ที่ปรับให้เหมาะสมไม่ดี ดังนั้น คุณจึงควรมองหาโซลูชันที่สร้างหน้าตอบสนอง

5. สนับสนุนลูกค้า

ซึ่งบางครั้งสิ่งต่าง ๆ จะไม่ทำงานแบบอัตโนมัติ แต่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว ให้ตรวจสอบระดับการสนับสนุนการสร้างเว็บไซต์ คุณสามารถค้นหาคำวิจารณ์ของลูกค้าจาก Trustpilot และอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย ฟอรัมออนไลน์ ยังมีความคิดเห็นของผู้ใช้หลายร้อยคนอีกด้วย

Credit

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม

SAP Intelligent Enterprise คืออะไร

SAP Intelligent Enterprise คืออะไร

SAP Intelligent Enterprise คืออะไร หลายคนคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการตลาด SAP ที่บางคนนั้นถือว่า Intelligent Enterprise นั้น เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ SAP

แต่ไม่ใช่ชื่อของผลิตภัณฑ์ SAP หรือผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ใด ๆ สำหรับเรื่องนั้น เป็นคำที่ใช้เพื่อเป็นตัวแทนขององค์กรสมัยใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การเรียนรู้ของเครื่อง และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

หากเราย้อนกลับไปมองการดำเนินธุรกิจ ก่อนที่จะมาถึงยุคคอมพิวเตอร์ ซึ่งการดำเนินธุรกิจต้องดำเนินการด้วยตัวบุคคล ซึ่งจำกัดขั้นตอน กระบวนการที่จำกัด และไม่มีที่ว่างสำหรับนวัตกรรม หรือความยืดหยุ่น

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งาน จะเห็นว่า มีหลายธุรกิจ ได้มีการปฏิวัติวิธีการดำเนินธุรกิจขององค์กร แทนที่จะส่งเช็คทางไปรษณีย์ แต่กลับใช้การโอนเงินออนไลน์แทน

บัญชีแยกประเภททางกายภาพขนาดใหญ่ถูกแทนที่ด้วยแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ กระบวนการทางธุรกิจถูกกำหนดขึ้นใหม่เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อดีของคอมพิวเตอร์อีกด้วย

ไม่นาน เทคโนโลยีทางด้านต่าง ๆ ก็ได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะเห็นว่า เราอยู่ในช่วงเวลาที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอยู่ในจุดสูงสุด 

โดยผู้บริโภคยุคใหม่ ได้ใช้แอพมือถือ และโซเชียลมีเดีย เพื่อซื้อสินค้า และสื่อสารกับแบรนด์ต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย ซึ่งพวกเขาชำระเงินแบบไม่มีบัตร และได้รับการจัดส่งในวันเดียวกัน

และด้วยเหตุนี้ องค์กรสมัยใหม่ จึงต้องเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจด้วยการกำหนดกระบวนการทางธุรกิจใหม่ มิฉะนั้น องค์กรเหล่านี้ จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในโลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนี้

  • เหล่าผู้บริหาร หรือผู้ก่อตั้งธุรกิจ หรือะุรกิจต่าง ๆ จะต้องรวมช่องทางการสนับสนุนของลูกค้าและซอฟต์แวร์ CRM เข้ากับโซเชียลมีเดีย เพื่อให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
  • ต้องการข้อมูลทั้งหมดแบบเรียลไทม์เพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • ต้องใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น AI และการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ เพื่อคาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ในเชิงรุก
  • ต้องใช้เทคโนโลยี เช่น IoT เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และให้การสนับสนุนลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
  • ต้องใช้เทคโนโลยีคลาวด์ เพื่อให้คล่องตัว และจะสามารถปรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
  • ต้องมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่กับลูกค้า แต่ยังรวมถึงพนักงานอีกด้วย ซึ่งอาจพูดง่าย ๆ ก็คือ พวกเขาจะต้องกลายเป็นองค์กรอัจฉริยะนั่นเอง

กลยุทธ์ Intelligent Enterprise ของ SAP คืออะไร

โดย Intelligent Enterprises เป็นองค์กรแบบบูรณาการ ที่มีการใช้ข้อมูล เพื่อป้อนข่าวกรองของเหล่าธุรกิจ ที่ SAP ซึ่งกำลังช่วยให้ลูกค้า กลายเป็นองค์กรอัจฉริยะ ด้วยการผสานรวมของข้อมูล และกระบวนการ

และได้สร้างเป็นห่วงโซ่ ของคุณค่าที่ยืดหยุ่น สร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม ทำให้ลูกค้าได้มีความสามารถในการทำความเข้าใจ

และดำเนินการตามความเชื่อมั่นของลูกค้า คู่ค้า และพนักงาน รวมถึงวิธีจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เพื่อให้เติบโตได้อย่างยืดหยุ่น ทำกำไรได้มากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้นนั่นเอง

องค์ประกอบหลักที่เกี่ยวข้องในกรอบการทำงานมีอะไรบ้าง

  • Intelligent Suite : โดยทั่วไป ประกอบด้วย ชุดผลิตภัณฑ์ที่จำเป็น สำหรับองค์กร ในการดำเนินกระบวนการทางธุรกิจหลัก ตรงกลาง คือ แกนดิจิทัล ERP ซึ่งอาจเป็น S/4HANA ในองค์กร หรือเวอร์ชันบนคลาวด์ 
  • แพลตฟอร์มดิจิทัล : แพลตฟอร์มดิจิทัล มีแอปพลิเคชันจำนวนมาก ที่ช่วยให้สามารถรวบรวม เชื่อมต่อ และประสานข้อมูล ( SAC, MDM และ DWC ) รวมถึงการผสานรวม และขยายกระบวนการที่มีข้อมูลจำนวนมากในแอปพลิเคชันแบบบูรณาการ ( SCP )
  • เทคโนโลยีอัจฉริยะ : เทคโนโลยีอัจฉริยะ เช่น ML, AI, IoT และ Analytics ช่วยให้องค์กรใช้ข้อมูลทั่วทั้งบริษัท เพื่อตรวจจับรูปแบบ คาดการณ์ผลลัพธ์ แนะนำการดำเนินการ และทริกเกอร์การดำเนินการตามกระบวนการ

อย่างไรก็ตาม เฟรมเวิร์ก Intelligent Enterprise ล่าสุดประกอบด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ เช่น กระบวนการทางธุรกิจ แอปพลิเคชัน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน SAP

ซึ่งเชื่อว่า แนวทางการบูรณาการแบบองค์รวม เป็นมากกว่าการผสานรวมทางเทคนิคของแอปพลิเคชัน การบูรณาการทั้งเทคโนโลยี และกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อส่งมอบคุณค่าที่สำคัญให้กับธุรกิจ คือ สิ่งที่จะช่วยให้องค์กรกลายเป็นองค์กรอัจฉริยะนั่นเอง

องค์ประกอบหลักเชิงลึกมีอะไรบ้าง

  • กระบวนการทางธุรกิจ : ซึ่งรวมถึงเครือข่ายธุรกิจ และข่าวกรองกระบวนการทางธุรกิจเครือข่ายธุรกิจ เป็นโซลูชันบนระบบคลาวด์ ที่ช่วยให้องค์กรเชื่อมต่อคู่ค้าทางการค้าทั้งหมดไว้ในไดเร็กทอรีเดียว นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยให้พวกเขาปรับปรุงการดำเนินงานในห่วงโซ่อุปทานของตนได้อย่างคล่องตัว ประกอบด้วยแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เช่น Ariba Network, SAP Logistics Business Network และ SAP Asset Intelligence Network
  • การประยุกต์ใช้งาน : ซึ่งรวมถึงการใช้งาน SAP เช่น สวีทอัจฉริยะ และอุตสาหกรรม Intelligent Suite ยังประกอบด้วยโซลูชัน SAP เช่น Customer Experience, Manufacturing & Supply Chain, The Digital Core, People Engagement, Network & Spend Management Industry Cloud ประกอบด้วยโซลูชันแนวตั้งจากทั้ง SAP และ Partners ที่องค์กรสามารถนำไปใช้ เพื่อใช้ประโยชน์จากแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรม และขยายกระบวนการทางธุรกิจในปัจจุบัน
  • แพลตฟอร์มเทคโนโลยีธุรกิจ : ประกอบด้วยโซลูชัน SAP แบบองค์รวม เช่นการจัดการฐานข้อมูลและข้อมูล การวิเคราะห์ การพัฒนาแอปพลิเคชัน และการรวม และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ช่วยให้องค์กรมีแพลตฟอร์มที่สามารถสร้าง จัดการ ปรับใช้ และเชื่อมต่อข้อมูลและกระบวนการทางธุรกิจบนแพลตฟอร์มแบบบูรณาการเดียว
  • โครงสร้างพื้นฐาน : ลูกค้ามีตัวเลือกในการเป็นเจ้าภาพงานของพวกเขาทั้งใน SAP Data Center หรือหนึ่ง Hyperscalers เช่น Amazon AWS, Microsoft Azure และแพลตฟอร์ม ช่วยให้พวกเขาคล่องตัวมากขึ้นและลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO)

ดังนั้น โซลูชันทั้งหมดเหล่านี้ จึงช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถปรับปรุงธุรกิจของตนให้ทันสมัย และกลายเป็นองค์กรอัจฉริยะได้อีกด้วย

SAP INTELLIGENT ENTERPRISE คืออะไร

Credit

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม

งาน WWDC 2021 เริ่มขึ้นเมื่อใด

งาน WWDC 2021 เริ่มขึ้นเมื่อใด

งาน WWDC 2021 เริ่มขึ้นเมื่อใด โดย Apple ได้ประกาศว่า งาน WWDC ของปี 2021 จะมีขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน ถึง 11 มิถุนายน นี้!!

โดยงาน Worldwide Developers Conference ครั้งที่ 32 ได้มีการวางแผนไว้ว่า จะเป็นงานดิจิทัลเท่านั้น อันเนื่องมาจาก วิกฤต COVID-19 ที่กำลังเผชิญอยู่

ซึ่ง WWDC 2020 เป็นงาน WWDC ครั้งแรก ที่จัดขึ้นแบบดิจิทัล และการประชุม ปี 2021 จะถูกจำลองตามเวอร์ชัน 2020 โดย WWDC 2021 จะเปิดให้บริการฟรี สำหรับนักพัฒนาทุกคน และเมื่อจัดขึ้นทางออนไลน์ นักพัฒนาทั่วโลก จะสามารถเข้าร่วมเพื่อ เข้าถึงเวอร์ชันต่อ ๆ ไป ของ iOS, iPadOS, macOS, watchOS และ tvOS

ตลอดจนถึงการมีส่วนร่วมกับวิศวกรของ Apple ผ่านทางวิศวกรรม การประชุม การนัดหมายในห้องปฏิบัติการแบบตัวต่อตัว และฟอรัมนักพัฒนาของ Apple ซึ่งได้รับการปรับปรุงก่อน WWDC 2021

ณ วันที่ 1 มิถุนายน นักพัฒนาสามารถลงทะเบียนได้ที่ห้องรับรองดิจิทัล ซึ่งเป็นพื้นที่ดิจิทัล ที่พวกเขาสามารถโต้ตอบกับวิศวกร และนักออกแบบของ Apple เพื่อถามคำถาม และเข้าร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง กับเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา SwiftUI การช่วยการเข้าถึง และการเรียนรู้ของเครื่องอีกด้วย

โดย Apple ได้ปรับปรุงแอพสำหรับนักพัฒนาสำหรับ iPhone, iPad และ Mac สำหรับงานปี 2021 ในเดือนมีนาคม เพื่อปรับปรุงการนำทาง และทำให้เข้าถึงเนื้อหาใหม่ได้ง่ายขึ้น และในเดือนมิถุนายน ได้เพิ่มการเข้าถึงของเนื้อหา WWDC 2021 ที่กำลังจะมีขึ้นทั้งหมด

สิ่งที่คาดหวังว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือการพัฒนาเกิดขึ้น

1. Software

โดย Apple กำลังทำงานร่วมกับ iOS 15, iPadOS 15, watchOS 8, tvOS 15 และ macOS 12 เวอร์ชันใหม่ ขณะนี้เราไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับการอัปเดตระบบปฏิบัติการเหล่านี้ แต่เราได้ยินรายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับ iOS 15 แล้ว

ตามที่ Bloomberg’s Mark Gurman , iOS 15 รวมถึงการปรับปรุงหน้าจอล็อค กับความเป็นส่วนตัวใหม่ และคุณสมบัติการแจ้งเตือนใหม่ ๆ ซึ่งเรายังได้ยินข่าวลือที่น่าเชื่อถือน้อยกว่าเกี่ยวกับ iOS 15 และคุณสมบัติหลายอย่างยังคงเป็นปริศนาต่อไป

2. Notification Updates

ผู้ใช้จะสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนต่าง ๆ ตามสถานะปัจจุบันได้ ตัวอย่างเช่น ในขณะที่เราตื่นนอน จะมีระบบเสียงแจ้งเตือน และหาเรานอนอยู่ การแจ้งเตือนนั้นก็จะถูกปิดไป เพื่อไม่ใช้รบกวนเรานั่นเอง

ซึ่งผู้ใช้จะสามารถเลือกหมวดหมู่ต่าง ๆ เช่น การขับรถ การทำงาน หรือการนอนหลับ อีกทั้งยังมีตัวเลือกในการสร้างหมวดหมู่ที่กำหนดเอง สำหรับจัดการการแจ้งเตือนในรูปแบบต่าง ๆ อีกด้วย

และ Apple ยังเพิ่มตัวเลือกใหม่สำหรับการตั้งค่าการตอบกลับแบบอัตโนมัติ สำหรับข้อความขาเข้า ตามสถานะเหล่านี้ ซึ่งตัวเลือกการตอบกลับอัตโนมัติเพียงตัวเลือกเดียว ที่ใช้ได้ในขณะนี้ จะใช้งานได้เมื่อขับรถ แต่ไม่สามารถใช้ได้ในสถานการณ์อื่น ๆ นั่นเอง

3. iMessage

มีการอัปเดต iMessage ในการทำงาน แม้ว่าข้อมูลเฉพาะจะไม่สามารถใช้ได้ในขณะนี้ มีการกล่าวว่า Apple ตั้งเป้าที่จะแข่งขันกับ WhatsApp ให้ดีขึ้น

4. Privacy

โดย Apple จะเพิ่มเมนูใหม่ ที่แสดงว่าแอพใดกำลังรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้อย่างเงียบ ๆ โดย Apple มีเป้าหมายที่จะเพิ่มความเป็นส่วนตัวของอุปกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น

5. Food Tracking

ข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน แสดงให้เห็นว่า Apple วางแผนที่จะเพิ่มคุณสมบัติการติดตามอาหารใหม่ให้กับแอพ Health แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าคุณสมบัตินี้จะกว้างขวางเพียงใด

อาจอนุญาตให้ผู้ใช้บันทึกรายการอาหารที่พวกเขาบริโภค โดยให้รายละเอียดทางโภชนาการ และฟังก์ชันการติดตามแคลอรี่

6. Settings App Updates

7. iPadOS Additions

สำหรับ iPad นั้น Apple กำลังวางแผนที่จะเปิดตัว Home Screen ใหม่สำหรับ iPad ผู้ใช้สามารถวางวิดเจ็ตไว้ที่ใดก็ได้บนหน้าจอหลัก และกริดแอปทั้งหมดจะถูกแทนที่ด้วยวิดเจ็ต

8. Hardware

Leaker Jon Prosser อ้างว่า Apple วางแผนที่จะเปิดตัว MacBook Pro รุ่น 14 และ 16 นิ้วใหม่ที่งาน Worldwide Developer’s Conference ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Apple จะเปิดตัวฮาร์ดแวร์ใหม่ที่ WWDC แต่ก็ไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2016

MacBook Pro ใหม่จะมีการออกแบบใหม่อย่างสิ้นเชิงสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ MacBook Pro ตั้งแต่ปี 2559 Apple กำลังวางแผนที่จะเปิดตัวพอร์ต MagSafe อีกครั้ง และ MacBook Pro รุ่นปี 2021 จะมีพอร์ต HDMI และเครื่องอ่านการ์ด SD นอกเหนือจาก Thunderbolt สามรุ่น /USB-C พอร์ตและตัวเลือกหลายสีเป็นไปได้

จะไม่มี Touch Bar รวมอยู่ด้วย โดยที่ Apple จะกลับมาเป็นแถวของปุ่มฟังก์ชันแบบเดิม และจะมีระบบระบายความร้อน ที่ออกแบบใหม่ เพื่อรองรับชิปซิลิคอน ของ Apple ที่อัปเกรดแล้ว ซึ่งเครื่องคาดว่าจะรวมอยู่ด้วย

MacBook Pro รุ่นใหม่ จะมาพร้อมชิปซิลิคอนของ Apple 10 คอร์ที่มีคอร์ประสิทธิภาพสูง 8 คอร์ และคอร์ประหยัดพลังงาน 2 คอร์ พร้อมด้วยตัวเลือก GPU 16 หรือ 32 คอร์ และรองรับ RAM สูงสุด 64GB

งาน WWDC 2021 เริ่มขึ้นเมื่อใด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาดหวังนั้นอาจเป็นจริง หรือไม่นั้น ต้องรอติดตามคำยืนยันในวันงานอีกครั้ง ซึ่ง WWDC นั้นก็คือ งาน Worldwide Developers Conference ประจำปีของ Apple ซึ่งนักพัฒนาสามารถเข้าร่วมเซสชั่น และพบกับวิศวกร ของ Apple งาน 2021 ของ Apple จะจัดขึ้นทางออนไลน์ทั้งหมดในวันที่ 7-11 มิถุนายน นี้!!

Credit

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม

จีนกวาดล้างcryptocurrency

จีนกวาดล้างCRYPTOCURRENCY

จีนกวาดล้างCRYPTOCURRENCY โดยจะเห็นว่า ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ได้มีข่าว หรือสื่องจากประเทศจีน ที่กล่าวถึง ความพยายามในการยับยั้ง เกี่ยวกับการซื้อขาย และการขุด cryptocurrency

ซึ่งกำลังเพิ่มการเคลื่อนไหว ที่รุนแรงใน bitcoin และตลาดอื่น ๆ อีกมากมาย ส่วนในปีนี้ จะเห็นว่า ได้มีจำนวนลดลงอย่างหนัก จากสถิติที่ได้กำหนดไว้ในปีนี้ ซึ่ง bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ได้มีการขายออกอย่างรวดเร็ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

หลังจากหน่วยงานทางการของจีนได้กดดันให้ธนาคาร และบริษัทที่เกี่ยวกับการชำระเงินของประเทศ ให้ระงับการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมด

โดยตลาดมีการสะดุดอีกครั้ง หลังจากที่ได้มีประสิทธิภาพ หรือการตลาดที่ราบรื่นนั่นเอง ซึ่ง superregulator ประธานโดยรองนายกรัฐมนตรีหลิว โดยที่เขาได้กล่าวกับใครหลาย ๆ เกี่ยวกับ

การที่จะปราบปรามการเหมืองแร่ Bitcoin และการค้า ราคาของ bitcoin จึงลดลงต่ำกว่า 32,000 ดอลลาร์ ในช่วง วันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการลดลงจาก 44,000 ดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม จีนพยายามที่จะควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ cryptocurrency ถึงแม้ว่าประเทศจะยอมรับเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของ bitcoin และมีแผนที่จะเปิดตัวเงินหยวนดิจิทัลของตัวเองก็ตาม

ซึ่งจะถูกควบคุมโดยธนาคารกลางของตน และปักกิ่งจึงต้องการที่จะปิดกิจกรรมการขุด cryptocurrency นั่นเอง เนื่องจาก มีการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มีจำนวนมาก ซึ่งมักมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งในขณะที่ประเทศ ได้ให้คำมั่น หรือกล่าวอย่างเป็นทางการแล้วว่า จะมีการจัดการเกี่ยวกับหารปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างปลอดภัยที่สุด

และด้วยอีกสาเหตุหนึ่งที่จีนมีมาตรการกำจัด หรือกวาดล้าง CRYPTOCURRENCY ก็เนื่องมาจาก “ รัฐบาลจีนไม่ชอบลักษณะการเก็งกำไร ที่มีความผันผวนสูงของตลาดสกุลเงินดิจิทัล” นั่นเอง

ซึ่งเป็นเครือข่ายบล็อกเชนสาธารณะ ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในจีน โดยที่แนวทาง หรือวิธีการกำจัด ซึ่งเป็นวิธีสำหรับชาวจีนเลือกทำนั้น ก็คือ จะใช้การแลกเปลี่ยนเงินหยวนเป็นสกุลเงินดิจิทัลในตลาดแทนนั่นเอง

ซึ่งหลายคนก็คงได้เห็น หรืออ่านสื่อจากหลาย ๆ สื่อกันมาแล้วว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น Huobi ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลรายใหญ่ ได้กล่าวว่า จะมีการหยุดขายเครื่องขุด และบริการที่เกี่ยวข้องกับ CRYPTOCURRENCY

ให้กับผู้ใช้รายใหม่ในจีน ซึ่งเป็นแผ่นดินใหญ่ และนี้ ยังจะมีการระงับสัญญาการซื้อขายล่วงหน้า ของผลิตภัณฑ์แลกเปลี่ยน และผลิตภัณฑ์การลงทุน ที่ใช้ประโยชน์จากการลงทุน ให้กับผู้ใช้รายใหม่ ในบางประเทศ และภูมิภาคต่าง ๆ อีกด้วย

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา OKEx ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลยอดนิยมได้ออกมากล่าวว่า โทเค็นของตัวเอง OKB ไม่สามารถซื้อขายด้วยเงินหยวนของจีนได้อีกต่อไป

ซึ่ง CEO ของ OKEx และ Huobi ซึ่งตั้งอยู่ในเซเชลส์ ได้กล่าวว่า พวกเขามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบในเขตอำนาจศาล ที่พวกเขาดำเนินการ และมุ่งมั่นที่จะให้บริการ และปกป้องผลประโยชน์ และทรัพย์สินของลูกค้า การแลกเปลี่ยนทั้ง 2 มีการดำเนินงานในหลายประเทศ

โดย JunZeJun หุ้นส่วนจากปักกิ่งของสำนักงานกฎหมาย ยังกล่าวอีกว่า “ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ CRYPTOCURRENCY ได้ก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงในประเทศจีนอีกด้วย”

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การขุด bitcoin ต่อสาธารณะ และเชื่อมโยงกับเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งข้อความล่าสุด จากหน่วยงานกำกับดูแล “ อาจส่งสัญญาณถึงจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวใหม่ ๆ ที่รัฐบาลจีนดำเนินการเพื่อปราบปรามกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับจากหลาย ๆ มุม”

อย่างไรก็ตามจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และเป็นแหล่งเพาะปลูก และการขุดคริปโตเคอเรนซี (cryptocurrency) ในปี 2560 ซึ่งความกังวลที่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินทุน

จึงทำให้ปักกิ่ง ได้กำหนด ห้ามการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลของจีน และการระดมทุนในสกุลเงินดิจิทัล ที่เรียกว่า การเสนอเหรียญเริ่มต้น นั่นเอง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้สั่งให้แพลตฟอร์ม และสถาบันการเงินของจีนหยุดให้บริการซื้อขายสกุลเงินเสมือนจริง ซึ่งพวกเขายังสั่งให้ปิดการดำเนินงานที่ผลิต หรือขุด cryptocurrencies

แม้ว่าผู้ที่เข้าร่วมในอุตสาหกรรม จะบอกว่า การขุดยังคงเกิดขึ้นในบางส่วนของประเทศ เช่น พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หน่วยงานในมองโกเลียใน ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนของจีน ได้ขอความช่วยเหลือจากประชาชนในการรายงานกิจกรรมการขุด cryptocurrency

โดยการปราบปรามนักขุด bitcoin ของจีน จะไม่ส่งผลกระทบต่ออุปทานของ bitcoin เช่นเดียวกับการปราบปรามคนงานเหมือง โลหะ อาจส่งผลกระทบต่ออุปทาน และราคาของโลหะ

นั่นเป็นเพราะอัลกอริทึม bitcoin ที่ได้เผยแพร่ bitcoins ใหม่ ให้กับนักขุดในอัตราที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยไม่คำนึงถึงจำนวนผู้ขุดที่แข่งขันกันนั่นเอง

สำหรับการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ที่ดำเนินการนอกชายฝั่ง สามารถเข้าถึงได้โดยผู้คนในประเทศจีน โดยใช้เครือข่ายส่วนตัวเสมือน ที่ช่วยให้พวกเขาข้ามข้อจำกัด อินเทอร์เน็ตของประเทศ

ซึ่งการแลกเปลี่ยนบางส่วนนั้น ได้อำนวยความสะดวก ในการซื้อขาย bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ด้วยสกุลเงินหยวนของจีน ซึ่งธุรกรรมดังกล่าว มักเกิดขึ้นที่เคาน์เตอร์ ในตลาดแบบเพียร์ทูเพียร์

พวกเขาได้พิสูจน์แล้วว่า เป็นความท้าทายสำหรับหน่วยงาน กำกับดูแลธนาคาร และ บริษัทที่มีการชำระเงินของจีน ในการติดตาม และควบคุม เนื่องจาก เกี่ยวข้องกับการโอนเงินโดยตรงระหว่างบุคคลนั่นเอง

โดยพื้นฐานแล้ว ผู้ที่ต้องการซื้อ bitcoin โดยใช้เงินหยวน สามารถจับคู่กับบุคคลอื่นที่ต้องการขายสกุลเงินดิจิทัล และรับเงินหยวนได้ ซึ่งผู้ซื้อได้ส่งเงินหยวน ไปยังผู้ขายโดยตรง

โดยใช้แอปการชำระเงินบนมือถือ หรือการโอนเงินผ่านธนาคารออนไลน์ และผู้ขายได้มีการอนุญาตให้บริษัทแลกเปลี่ยน ได้ปล่อย Bitcoin ให้กับผู้ซื้อ หลังจากยืนยันการชำระเงินแล้ว

จากการบันทึกบนแพลตฟอร์ม cryptocurrency หลายแห่ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แสดงให้เห็นว่า มีผู้คนหลายร้อยคน ที่มีความสนใจที่จะซื้อ และขายสกุลเงินดิจิทัล

รวมถึง bitcoin, tether และ dogecoin โดยใช้บัญชีสกุลเงินหยวน ที่ธนาคาร และแอพชำระเงินมือถือยอดนิยม ของจีน WeChat Pay และ Alipay ในการทำธุรกรรมแบบเพียร์ทูเพียร์

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่จีนไม่อนุญาตให้มีการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล และ ICO ภายในพรมแดน แต่ก็ไม่ได้ผิดกฎหมายในการเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัลแต่อย่างใด

ซึ่งผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ขุด bitcoins ได้นั้น สามารถโอน bitcoins ไปให้คนอื่น และทำการค้าเป็นเงินหยวนได้เช่นกัน

จีนกวาดล้างCRYPTOCURRENCY

จีนกวาดล้างCRYPTOCURRENCYจริงหรือไม่

ถ้าย้อนกลับไปในปี 2013 กลุ่มหน่วยงานของรัฐบาลจีน และหน่วยงานกำกับดูแลได้ออกคำเตือน เกี่ยวกับการไม่เปิดเผยตัวตน ซึ่งลักษณะที่ไร้พรมแดน และไร้การควบคุมของ bitcoin

และบอกกับสถาบันทางการเงิน และการชำระเงินในประเทศว่า อย่าดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ bitcoin ซึ่งจะเห็นว่าขณะนี้ ทางการก็ต้องการปกป้องสถานะสกุลเงินหยวนตามกฎหมาย ป้องกันการฟอกเงิน และรักษาเสถียรภาพทางการเงินอีกด้วย

และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กลุ่มกำกับดูแลตนเองของจีน 3 กลุ่ม ได้ออกประกาศที่คล้ายกัน เกี่ยวกับสถาบันทางการเงินว่า จำเป็นต้องเพิ่มกิจกรรมการตรวจสอบ และยุติ และรายงานธุรกรรม ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินเสมือน ที่ละเมิดกฎหมายของประเทศ

ทั้ง 3 คน ได้แก่ National Internet Finance Association of China, China Banking Association และ Payment & Clearing Association of China ซึ่งเป็นการเตือนถึงการคว่ำบาตรสำหรับบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามนั่นเอง

โดยคำเตือนล่าสุดนี้ อาจเป็นลางสังหรณ์ของกฎระเบียบ ที่เกี่ยวกับการเข้ารหัสลับ ที่เป็นทางการมากกว่า โดย วินสตันมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จากคณะวิชากฎหมาย ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และอดีตกรรมการผู้จัดการของ China Investment Corp.

ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งอธิปไตยของประเทศ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็น ในการควบคุมเทคโนโลยีทางการเงิน นับตั้งแต่การระงับการเสนอขายหุ้น IPO ของ Ant ในเดือนพฤศจิกายน อีกด้วย

Credit

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น(ROE)คืออะไร

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น(ROE)คืออะไร

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น(ROE)คืออะไร โดย Return On Equity (ROE) คือ อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของประสิทธิภาพทางการเงิน

ซึ่งสามารถคำนวณโดยการหารกับกำไรสุทธิ โดยผู้ถือหุ้น เพราะผู้ถือหุ้นเท่ากับสินทรัพย์ของบริษัท ที่ลบกับหนี้ ROE ซึ่งถือว่า เป็นผลตอบแทนจากสินทรัพย์สุทธิ ROE และถือเป็นการวัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับส่วนของผู้ถือหุ้นนั่นเอง

วิธีการคำนวณผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น

ซึ่ง ROE หรือ อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นนั้น จะแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ และสามารถคำนวณได้สำหรับบริษัทใด ๆ หากรายได้สุทธิ และส่วนของผู้ถือหุ้นนั้นเป็นตัวเลขบวก รายได้สุทธิคำนวณก่อนเงินปันผลที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้นสามัญ และหลังการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ และดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น(ROE)คืออะไร

โดยรายได้สุทธิ ก็คือ จำนวนรายได้ของค่าใช้จ่ายสุทธิ และภาษีที่บริษัทได้สร้างขึ้นในช่วงเวลาที่กำหนด ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยคำนวณ โดยการเพิ่มส่วนของผู้ถือหุ้นเมื่อต้นงวด ส่วนจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดของงวด ควรตรงกับช่วงเวลาที่มีรายได้สุทธิ

ซึ่งรายได้สุทธิตลอดปี บัญชีที่ผ่านมา หรือย้อนหลัง 12 เดือน จะพบในงบกำไรขาดทุน ซึ่งเป็นผลรวมของกิจกรรมทางการเงิน ในช่วงเวลานั้น ส่วนของผู้ถือหุ้นมาจากงบดุล ซึ่งเป็นยอดคงเหลือของประวัติการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์ และหนี้สินของบริษัท

โดยถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ในการคำนวณ ROE จากส่วนของผู้ถือหุ้น โดยเฉลี่ย ในช่วงเวลาหนึ่ง เนื่องจาก ความไม่ตรงกันระหว่างงบกำไรขาดทุน และงบดุลนั่นเอง

โดย ROE จะถือว่าดีหรือไม่ดีนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งที่เป็นเรื่องปกติในหมู่เพื่อนร่วมหุ้น ตัวอย่างเช่น สาธารณูปโภคมีทรัพย์สิน และหนี้จำนวนมาก ในงบดุล เมื่อเทียบกับรายได้สุทธิที่ค่อนข้างน้อย ROE

ปกติในภาคยูทิลิตี้ อาจเท่ากับ 10% หรือน้อยกว่าบริษัทเทคโนโลยี หรือบริษัทค้าปลีก ที่มีบัญชีงบดุลขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับรายได้สุทธิ อาจมีระดับ ROE ปกติ 18% ขึ้นไป

โดยจะเห็นว่า หลักการง่าย ๆ นั้นก็คือ การกำหนดของเป้าหมาย ROE ที่เท่ากับ หรืออาจสูงกว่า ค่าเฉลี่ยสำหรับกลุ่มอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่า บริษัท TechCo รักษา ROE ไว้ที่ 18% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 15%

ซึ่งนักลงทุนสามารถสรุปได้ว่า ฝ่ายของการบริหาร ของ TechCo นั้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยในการใช้ทรัพย์สินของบริษัท เพื่อสร้างผลกำไร และอัตราส่วน ROE ที่ค่อนข้างสูง หรือต่ำ จะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม หรือภาคส่วนอื่น ๆ

เมื่อใช้ในการประเมินบริษัทหนึ่งกับบริษัทอื่น ที่คล้ายคลึงกัน การเปรียบเทียบจะมีความหมายมากกว่า ทางลัดทั่วไปสำหรับนักลงทุน คือ การพิจารณาผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาวของ S&P 500 (14%) เป็นอัตราส่วนที่ยอมรับได้ และสิ่งที่ต่ำกว่า 10% ที่ไม่ดี

ROE และอัตราการเติบโตที่ยั่งยืน

สมมติว่ามี บริษัทสองแห่ง ที่มี ROE และรายได้สุทธิเหมือนกัน แต่มีอัตราส่วนการรักษาที่แตกต่างกัน โดยบริษัท A มี ROE 15% และให้ผลตอบแทน 30% ของรายได้สุทธิแก่ผู้ถือหุ้น เป็นเงินปันผล

ซึ่งหมายความว่า บริษัท A จะมีรายได้สุทธิ 70% ธุรกิจ B มี ROE อยู่ที่ 15% แต่ให้ผลตอบแทนเพียง 10% ของรายได้สุทธิให้กับผู้ถือหุ้นโดยมีอัตราส่วนการรักษาผู้ถือหุ้น 90%

สำหรับ บริษัท A อัตราการเติบโต คือ 10.5% หรือ ROE คูณอัตราส่วนการรักษาลูกค้าซึ่งเท่ากับ 15% คูณ 70% อัตราการเติบโตของ Business B คือ 13.5% หรือ 15% คูณ 90%

ซึ่งการวิเคราะห์นี้ เรียกว่า แบบจำลองอัตราการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยนักลงทุนสามารถใช้แบบจำลองนี้ เพื่อประมาณการเกี่ยวกับอนาคต และระบุหุ้น ที่อาจมีความเสี่ยงได้

ข้อจำกัดของ ROE

โดย ROE ที่สูง อาจไม่เป็นบวกเสมอไป และ ROE ที่เกินขนาด อาจบ่งบอกถึงปัญหาหลายประการ เช่น ผลกำไรที่ไม่คงที่ หรือหนี้ที่มากเกินไป นอกจากนี้ ROE ที่เป็นลบ

เนื่องจากบริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ หรือส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ไม่สามารถใช้ในการวิเคราะห์บริษัท และไม่สามารถใช้เปรียบเทียบกับบริษัทที่มี ROE เป็นบวกได้

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE)

  • ผลตอบแทนจากผู้ถือหุ้น (ROE) วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ที่เกี่ยวข้องกับส่วนของผู้ถือหุ้น
  • ROE ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เป็นเรื่องปกติสำหรับอุตสาหกรรม หรือบริษัทในเครือ
  • ในทางลัดนักลงทุนสามารถพิจารณา ROE ที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาวของ S&P 500 (14%) เป็นอัตราส่วนที่ยอมรับได้และสิ่งที่ต่ำกว่า 10% ที่ไม่ดี

ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) และ ROE มีความต่างกันอย่างไร

โดย ROAและ ROE จะมีความคล้ายคลึงกัน ตรงที่ทั้งคู่พยายามวัดผลว่าบริษัท สร้างผลกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ ROE เปรียบเทียบรายได้สุทธิกับสินทรัพย์สุทธิของบริษัท

และ ROA จะเปรียบเทียบรายได้สุทธิกับสินทรัพย์ของบริษัท เพียงอย่างเดียว โดยไม่หักหนี้สิน และในทั้งสองกรณี บริษัทในอุตสาหกรรมที่การดำเนินงานต้องใช้สินทรัพย์จำนวนมากที่มีแนวโน้ม ที่จะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยที่ต่ำกว่านั่นเอง

Credit

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม