Just happy with content

Month: May 2021 (page 1 of 2)

จีนกวาดล้างcryptocurrency

จีนกวาดล้างCRYPTOCURRENCY

จีนกวาดล้างCRYPTOCURRENCY โดยจะเห็นว่า ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ได้มีข่าว หรือสื่องจากประเทศจีน ที่กล่าวถึง ความพยายามในการยับยั้ง เกี่ยวกับการซื้อขาย และการขุด cryptocurrency

ซึ่งกำลังเพิ่มการเคลื่อนไหว ที่รุนแรงใน bitcoin และตลาดอื่น ๆ อีกมากมาย ส่วนในปีนี้ จะเห็นว่า ได้มีจำนวนลดลงอย่างหนัก จากสถิติที่ได้กำหนดไว้ในปีนี้ ซึ่ง bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ได้มีการขายออกอย่างรวดเร็ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

หลังจากหน่วยงานทางการของจีนได้กดดันให้ธนาคาร และบริษัทที่เกี่ยวกับการชำระเงินของประเทศ ให้ระงับการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมด

โดยตลาดมีการสะดุดอีกครั้ง หลังจากที่ได้มีประสิทธิภาพ หรือการตลาดที่ราบรื่นนั่นเอง ซึ่ง superregulator ประธานโดยรองนายกรัฐมนตรีหลิว โดยที่เขาได้กล่าวกับใครหลาย ๆ เกี่ยวกับ

การที่จะปราบปรามการเหมืองแร่ Bitcoin และการค้า ราคาของ bitcoin จึงลดลงต่ำกว่า 32,000 ดอลลาร์ ในช่วง วันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการลดลงจาก 44,000 ดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม จีนพยายามที่จะควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ cryptocurrency ถึงแม้ว่าประเทศจะยอมรับเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของ bitcoin และมีแผนที่จะเปิดตัวเงินหยวนดิจิทัลของตัวเองก็ตาม

ซึ่งจะถูกควบคุมโดยธนาคารกลางของตน และปักกิ่งจึงต้องการที่จะปิดกิจกรรมการขุด cryptocurrency นั่นเอง เนื่องจาก มีการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มีจำนวนมาก ซึ่งมักมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งในขณะที่ประเทศ ได้ให้คำมั่น หรือกล่าวอย่างเป็นทางการแล้วว่า จะมีการจัดการเกี่ยวกับหารปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างปลอดภัยที่สุด

และด้วยอีกสาเหตุหนึ่งที่จีนมีมาตรการกำจัด หรือกวาดล้าง CRYPTOCURRENCY ก็เนื่องมาจาก “ รัฐบาลจีนไม่ชอบลักษณะการเก็งกำไร ที่มีความผันผวนสูงของตลาดสกุลเงินดิจิทัล” นั่นเอง

ซึ่งเป็นเครือข่ายบล็อกเชนสาธารณะ ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในจีน โดยที่แนวทาง หรือวิธีการกำจัด ซึ่งเป็นวิธีสำหรับชาวจีนเลือกทำนั้น ก็คือ จะใช้การแลกเปลี่ยนเงินหยวนเป็นสกุลเงินดิจิทัลในตลาดแทนนั่นเอง

ซึ่งหลายคนก็คงได้เห็น หรืออ่านสื่อจากหลาย ๆ สื่อกันมาแล้วว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น Huobi ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลรายใหญ่ ได้กล่าวว่า จะมีการหยุดขายเครื่องขุด และบริการที่เกี่ยวข้องกับ CRYPTOCURRENCY

ให้กับผู้ใช้รายใหม่ในจีน ซึ่งเป็นแผ่นดินใหญ่ และนี้ ยังจะมีการระงับสัญญาการซื้อขายล่วงหน้า ของผลิตภัณฑ์แลกเปลี่ยน และผลิตภัณฑ์การลงทุน ที่ใช้ประโยชน์จากการลงทุน ให้กับผู้ใช้รายใหม่ ในบางประเทศ และภูมิภาคต่าง ๆ อีกด้วย

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา OKEx ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลยอดนิยมได้ออกมากล่าวว่า โทเค็นของตัวเอง OKB ไม่สามารถซื้อขายด้วยเงินหยวนของจีนได้อีกต่อไป

ซึ่ง CEO ของ OKEx และ Huobi ซึ่งตั้งอยู่ในเซเชลส์ ได้กล่าวว่า พวกเขามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบในเขตอำนาจศาล ที่พวกเขาดำเนินการ และมุ่งมั่นที่จะให้บริการ และปกป้องผลประโยชน์ และทรัพย์สินของลูกค้า การแลกเปลี่ยนทั้ง 2 มีการดำเนินงานในหลายประเทศ

โดย JunZeJun หุ้นส่วนจากปักกิ่งของสำนักงานกฎหมาย ยังกล่าวอีกว่า “ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ CRYPTOCURRENCY ได้ก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงในประเทศจีนอีกด้วย”

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การขุด bitcoin ต่อสาธารณะ และเชื่อมโยงกับเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งข้อความล่าสุด จากหน่วยงานกำกับดูแล “ อาจส่งสัญญาณถึงจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวใหม่ ๆ ที่รัฐบาลจีนดำเนินการเพื่อปราบปรามกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับจากหลาย ๆ มุม”

อย่างไรก็ตามจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และเป็นแหล่งเพาะปลูก และการขุดคริปโตเคอเรนซี (cryptocurrency) ในปี 2560 ซึ่งความกังวลที่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินทุน

จึงทำให้ปักกิ่ง ได้กำหนด ห้ามการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลของจีน และการระดมทุนในสกุลเงินดิจิทัล ที่เรียกว่า การเสนอเหรียญเริ่มต้น นั่นเอง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้สั่งให้แพลตฟอร์ม และสถาบันการเงินของจีนหยุดให้บริการซื้อขายสกุลเงินเสมือนจริง ซึ่งพวกเขายังสั่งให้ปิดการดำเนินงานที่ผลิต หรือขุด cryptocurrencies

แม้ว่าผู้ที่เข้าร่วมในอุตสาหกรรม จะบอกว่า การขุดยังคงเกิดขึ้นในบางส่วนของประเทศ เช่น พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หน่วยงานในมองโกเลียใน ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนของจีน ได้ขอความช่วยเหลือจากประชาชนในการรายงานกิจกรรมการขุด cryptocurrency

โดยการปราบปรามนักขุด bitcoin ของจีน จะไม่ส่งผลกระทบต่ออุปทานของ bitcoin เช่นเดียวกับการปราบปรามคนงานเหมือง โลหะ อาจส่งผลกระทบต่ออุปทาน และราคาของโลหะ

นั่นเป็นเพราะอัลกอริทึม bitcoin ที่ได้เผยแพร่ bitcoins ใหม่ ให้กับนักขุดในอัตราที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยไม่คำนึงถึงจำนวนผู้ขุดที่แข่งขันกันนั่นเอง

สำหรับการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ที่ดำเนินการนอกชายฝั่ง สามารถเข้าถึงได้โดยผู้คนในประเทศจีน โดยใช้เครือข่ายส่วนตัวเสมือน ที่ช่วยให้พวกเขาข้ามข้อจำกัด อินเทอร์เน็ตของประเทศ

ซึ่งการแลกเปลี่ยนบางส่วนนั้น ได้อำนวยความสะดวก ในการซื้อขาย bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ด้วยสกุลเงินหยวนของจีน ซึ่งธุรกรรมดังกล่าว มักเกิดขึ้นที่เคาน์เตอร์ ในตลาดแบบเพียร์ทูเพียร์

พวกเขาได้พิสูจน์แล้วว่า เป็นความท้าทายสำหรับหน่วยงาน กำกับดูแลธนาคาร และ บริษัทที่มีการชำระเงินของจีน ในการติดตาม และควบคุม เนื่องจาก เกี่ยวข้องกับการโอนเงินโดยตรงระหว่างบุคคลนั่นเอง

โดยพื้นฐานแล้ว ผู้ที่ต้องการซื้อ bitcoin โดยใช้เงินหยวน สามารถจับคู่กับบุคคลอื่นที่ต้องการขายสกุลเงินดิจิทัล และรับเงินหยวนได้ ซึ่งผู้ซื้อได้ส่งเงินหยวน ไปยังผู้ขายโดยตรง

โดยใช้แอปการชำระเงินบนมือถือ หรือการโอนเงินผ่านธนาคารออนไลน์ และผู้ขายได้มีการอนุญาตให้บริษัทแลกเปลี่ยน ได้ปล่อย Bitcoin ให้กับผู้ซื้อ หลังจากยืนยันการชำระเงินแล้ว

จากการบันทึกบนแพลตฟอร์ม cryptocurrency หลายแห่ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แสดงให้เห็นว่า มีผู้คนหลายร้อยคน ที่มีความสนใจที่จะซื้อ และขายสกุลเงินดิจิทัล

รวมถึง bitcoin, tether และ dogecoin โดยใช้บัญชีสกุลเงินหยวน ที่ธนาคาร และแอพชำระเงินมือถือยอดนิยม ของจีน WeChat Pay และ Alipay ในการทำธุรกรรมแบบเพียร์ทูเพียร์

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่จีนไม่อนุญาตให้มีการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล และ ICO ภายในพรมแดน แต่ก็ไม่ได้ผิดกฎหมายในการเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัลแต่อย่างใด

ซึ่งผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ขุด bitcoins ได้นั้น สามารถโอน bitcoins ไปให้คนอื่น และทำการค้าเป็นเงินหยวนได้เช่นกัน

จีนกวาดล้างCRYPTOCURRENCY

จีนกวาดล้างCRYPTOCURRENCYจริงหรือไม่

ถ้าย้อนกลับไปในปี 2013 กลุ่มหน่วยงานของรัฐบาลจีน และหน่วยงานกำกับดูแลได้ออกคำเตือน เกี่ยวกับการไม่เปิดเผยตัวตน ซึ่งลักษณะที่ไร้พรมแดน และไร้การควบคุมของ bitcoin

และบอกกับสถาบันทางการเงิน และการชำระเงินในประเทศว่า อย่าดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ bitcoin ซึ่งจะเห็นว่าขณะนี้ ทางการก็ต้องการปกป้องสถานะสกุลเงินหยวนตามกฎหมาย ป้องกันการฟอกเงิน และรักษาเสถียรภาพทางการเงินอีกด้วย

และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กลุ่มกำกับดูแลตนเองของจีน 3 กลุ่ม ได้ออกประกาศที่คล้ายกัน เกี่ยวกับสถาบันทางการเงินว่า จำเป็นต้องเพิ่มกิจกรรมการตรวจสอบ และยุติ และรายงานธุรกรรม ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินเสมือน ที่ละเมิดกฎหมายของประเทศ

ทั้ง 3 คน ได้แก่ National Internet Finance Association of China, China Banking Association และ Payment & Clearing Association of China ซึ่งเป็นการเตือนถึงการคว่ำบาตรสำหรับบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามนั่นเอง

โดยคำเตือนล่าสุดนี้ อาจเป็นลางสังหรณ์ของกฎระเบียบ ที่เกี่ยวกับการเข้ารหัสลับ ที่เป็นทางการมากกว่า โดย วินสตันมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จากคณะวิชากฎหมาย ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และอดีตกรรมการผู้จัดการของ China Investment Corp.

ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งอธิปไตยของประเทศ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็น ในการควบคุมเทคโนโลยีทางการเงิน นับตั้งแต่การระงับการเสนอขายหุ้น IPO ของ Ant ในเดือนพฤศจิกายน อีกด้วย

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น(ROE)คืออะไร

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น(ROE)คืออะไร

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น(ROE)คืออะไร โดย Return On Equity (ROE) คือ อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของประสิทธิภาพทางการเงิน

ซึ่งสามารถคำนวณโดยการหารกับกำไรสุทธิ โดยผู้ถือหุ้น เพราะผู้ถือหุ้นเท่ากับสินทรัพย์ของบริษัท ที่ลบกับหนี้ ROE ซึ่งถือว่า เป็นผลตอบแทนจากสินทรัพย์สุทธิ ROE และถือเป็นการวัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับส่วนของผู้ถือหุ้นนั่นเอง

วิธีการคำนวณผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น

ซึ่ง ROE หรือ อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นนั้น จะแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ และสามารถคำนวณได้สำหรับบริษัทใด ๆ หากรายได้สุทธิ และส่วนของผู้ถือหุ้นนั้นเป็นตัวเลขบวก รายได้สุทธิคำนวณก่อนเงินปันผลที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้นสามัญ และหลังการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ และดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น(ROE)คืออะไร

โดยรายได้สุทธิ ก็คือ จำนวนรายได้ของค่าใช้จ่ายสุทธิ และภาษีที่บริษัทได้สร้างขึ้นในช่วงเวลาที่กำหนด ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยคำนวณ โดยการเพิ่มส่วนของผู้ถือหุ้นเมื่อต้นงวด ส่วนจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดของงวด ควรตรงกับช่วงเวลาที่มีรายได้สุทธิ

ซึ่งรายได้สุทธิตลอดปี บัญชีที่ผ่านมา หรือย้อนหลัง 12 เดือน จะพบในงบกำไรขาดทุน ซึ่งเป็นผลรวมของกิจกรรมทางการเงิน ในช่วงเวลานั้น ส่วนของผู้ถือหุ้นมาจากงบดุล ซึ่งเป็นยอดคงเหลือของประวัติการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์ และหนี้สินของบริษัท

โดยถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ในการคำนวณ ROE จากส่วนของผู้ถือหุ้น โดยเฉลี่ย ในช่วงเวลาหนึ่ง เนื่องจาก ความไม่ตรงกันระหว่างงบกำไรขาดทุน และงบดุลนั่นเอง

โดย ROE จะถือว่าดีหรือไม่ดีนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งที่เป็นเรื่องปกติในหมู่เพื่อนร่วมหุ้น ตัวอย่างเช่น สาธารณูปโภคมีทรัพย์สิน และหนี้จำนวนมาก ในงบดุล เมื่อเทียบกับรายได้สุทธิที่ค่อนข้างน้อย ROE

ปกติในภาคยูทิลิตี้ อาจเท่ากับ 10% หรือน้อยกว่าบริษัทเทคโนโลยี หรือบริษัทค้าปลีก ที่มีบัญชีงบดุลขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับรายได้สุทธิ อาจมีระดับ ROE ปกติ 18% ขึ้นไป

โดยจะเห็นว่า หลักการง่าย ๆ นั้นก็คือ การกำหนดของเป้าหมาย ROE ที่เท่ากับ หรืออาจสูงกว่า ค่าเฉลี่ยสำหรับกลุ่มอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่า บริษัท TechCo รักษา ROE ไว้ที่ 18% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 15%

ซึ่งนักลงทุนสามารถสรุปได้ว่า ฝ่ายของการบริหาร ของ TechCo นั้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยในการใช้ทรัพย์สินของบริษัท เพื่อสร้างผลกำไร และอัตราส่วน ROE ที่ค่อนข้างสูง หรือต่ำ จะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม หรือภาคส่วนอื่น ๆ

เมื่อใช้ในการประเมินบริษัทหนึ่งกับบริษัทอื่น ที่คล้ายคลึงกัน การเปรียบเทียบจะมีความหมายมากกว่า ทางลัดทั่วไปสำหรับนักลงทุน คือ การพิจารณาผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาวของ S&P 500 (14%) เป็นอัตราส่วนที่ยอมรับได้ และสิ่งที่ต่ำกว่า 10% ที่ไม่ดี

ROE และอัตราการเติบโตที่ยั่งยืน

สมมติว่ามี บริษัทสองแห่ง ที่มี ROE และรายได้สุทธิเหมือนกัน แต่มีอัตราส่วนการรักษาที่แตกต่างกัน โดยบริษัท A มี ROE 15% และให้ผลตอบแทน 30% ของรายได้สุทธิแก่ผู้ถือหุ้น เป็นเงินปันผล

ซึ่งหมายความว่า บริษัท A จะมีรายได้สุทธิ 70% ธุรกิจ B มี ROE อยู่ที่ 15% แต่ให้ผลตอบแทนเพียง 10% ของรายได้สุทธิให้กับผู้ถือหุ้นโดยมีอัตราส่วนการรักษาผู้ถือหุ้น 90%

สำหรับ บริษัท A อัตราการเติบโต คือ 10.5% หรือ ROE คูณอัตราส่วนการรักษาลูกค้าซึ่งเท่ากับ 15% คูณ 70% อัตราการเติบโตของ Business B คือ 13.5% หรือ 15% คูณ 90%

ซึ่งการวิเคราะห์นี้ เรียกว่า แบบจำลองอัตราการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยนักลงทุนสามารถใช้แบบจำลองนี้ เพื่อประมาณการเกี่ยวกับอนาคต และระบุหุ้น ที่อาจมีความเสี่ยงได้

ข้อจำกัดของ ROE

โดย ROE ที่สูง อาจไม่เป็นบวกเสมอไป และ ROE ที่เกินขนาด อาจบ่งบอกถึงปัญหาหลายประการ เช่น ผลกำไรที่ไม่คงที่ หรือหนี้ที่มากเกินไป นอกจากนี้ ROE ที่เป็นลบ

เนื่องจากบริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ หรือส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ไม่สามารถใช้ในการวิเคราะห์บริษัท และไม่สามารถใช้เปรียบเทียบกับบริษัทที่มี ROE เป็นบวกได้

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE)

  • ผลตอบแทนจากผู้ถือหุ้น (ROE) วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ที่เกี่ยวข้องกับส่วนของผู้ถือหุ้น
  • ROE ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เป็นเรื่องปกติสำหรับอุตสาหกรรม หรือบริษัทในเครือ
  • ในทางลัดนักลงทุนสามารถพิจารณา ROE ที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาวของ S&P 500 (14%) เป็นอัตราส่วนที่ยอมรับได้และสิ่งที่ต่ำกว่า 10% ที่ไม่ดี

ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) และ ROE มีความต่างกันอย่างไร

โดย ROAและ ROE จะมีความคล้ายคลึงกัน ตรงที่ทั้งคู่พยายามวัดผลว่าบริษัท สร้างผลกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ ROE เปรียบเทียบรายได้สุทธิกับสินทรัพย์สุทธิของบริษัท

และ ROA จะเปรียบเทียบรายได้สุทธิกับสินทรัพย์ของบริษัท เพียงอย่างเดียว โดยไม่หักหนี้สิน และในทั้งสองกรณี บริษัทในอุตสาหกรรมที่การดำเนินงานต้องใช้สินทรัพย์จำนวนมากที่มีแนวโน้ม ที่จะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยที่ต่ำกว่านั่นเอง

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

Apple อัปเดตซอฟต์แวร์

APPLE อัปเดตซอฟต์แวร์

APPLE อัปเดตซอฟต์แวร์ ซึ่งการบริการ SignTime ตัวใหม่ของ APPLE ที่มีการเปิดตัวขึ้นในวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อเชื่อมต่อ สำหรับลูกค้า Apple Store และ Apple Support

กับล่ามภาษามือตามต้องการ ซึ่งเป็นการอัปเดตซอฟต์แวร์อันทรงพลัง ครั้งยิ่งใหญ่ ที่สร้าง หรือถูกออกแบบมาสำหรับผู้พิการให้ได้ใช้งานโดยเฉพาะ

ซึ่ง จากการประกาศของ Apple นั้น จะมีการเพิ่มคุณสมบัติซอฟต์แวร์ครั้งยิ่งใหญ่ ที่ได้ออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว รวมถึงการมองเห็น การได้ยิน และการรับรู้

ซึ่งเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในยุคข้างหน้าเหล่านี้ จะแสดงให้เห็นถึงความเชื่อของ Apple ที่ว่า การให้ความช่วยหลือของการเข้าถึง เป็นสิทธิมนุษยชน และจะทำให้ประวัติศาสตร์อันยาวนานของบริษัท ในการนำเสนอคุณสมบัติชั้นนำ ของอุตสาหกรรม

ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Apple นั้น สามารถปรับแต่งได้ สำหรับผู้ใช้ทุกคน
ในปลายปีนี้ ด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์ในระบบปฏิบัติการทั้งหมด ของ Apple

ซึ่งผู้ที่มีความแตกต่าง หรือผู้ที่มีปัญหาด้านแขน ขา ก็จะสามารถเดินทางได้ จากการนำทางของ Apple Watch โดยใช้ AssistiveTouch ได้ ซึ่ง iPad จะสามารถรองรับฮาร์ดแวร์ ที่สามารถติดตามสำหรับการมองเห็นของบุคคลที่สาม

เพื่อให้สามารถเข้าควบคุมได้ง่ายมากขึ้น และสำหรับบุคล หรือกลุ่มชุมชนที่พิการด้านการมองเห็น หรือตาบอด สามารถใช้งานได้จากการอาศัยที่โปรแกรมอ่านของหน้าจอ VoiceOver ชั้นนำของอุตสาหกรรมของ Apple

โดยมีการใช้ข้อมูลอัจฉริยะบนอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน เพื่อสำรวจวัตถุภายในภาพ และเพื่อสนับสนุนความหลากหลายของระบบประสาท ซึ่ง Apple กำลังจะนำเสนอเสียงพื้นหลังใหม่อีกด้วย เพื่อที่จะสามารถช่วยลดการรบกวนจากสิ่งรอบข้าง และสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านหู หรือผู้ที่หูหนวก หรือหูตึง

ซึ่ง Made for iPhone (MFi) เร็ว ๆ นี้ ก็จะมีการรองรับเครื่องช่วยฟังแบบสองทิศทางใหม่ และ Apple ยังมีการเปิดตัวบริการใหม่ ๆ นี้ ในวันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม ที่ใช้ชื่อว่า SignTime ซึ่งจะสามารถช่วยให้ลูกค้า หรือผู้ใช้งาน สามารถสื่อสารกับ AppleCare

และฝ่ายดูแลลูกค้ารายย่อยได้ โดยใช้ภาษามือแบบอเมริกัน (ASL) ซึ่งในสหรัฐอเมริกา ภาษามือแบบอังกฤษ (BSL) ในสหราชอาณาจักร หรือภาษามือฝรั่งเศส (LSF) ในฝรั่งเศสได้ โดยตรง ในเว็บเบราว์เซอร์ของผู้ใช้งานเอง

และลูกค้าที่ไปที่ร้าน Apple Store ยังสามารถใช้ SignTime เพื่อเข้าถึงล่ามภาษามือ จากระยะไกลได้ โดยไม่ต้องมีการจองล่วงหน้า ซึ่ง SignTime จะเปิดตัวในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส

โดยมีแผนจะขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ในอนาคต แต่สำหรับการเปิดตัวให้ใช้งานในประเทศไทยนั้นก็ต้องรอติดตามข่าวกันอีกต่อไป

คุณสมบัติเซสชันคอลเลกชันที่ Apple ได้เปิดตัวขึ้นมีอะไรบ้าง

1. Apple Fitness โดยผู้ฝึกสอน และนักกีฬา ในการทำให้ Fitness สามารถเข้าถึงได้ และครอบคลุมมากที่สุด ซึ่ง Fitness จะมีการนำเสนอการออกกำลังกายที่เชิญชวนทุกคน

ตั้งแต่ผู้ฝึกสอนที่ใช้ภาษามือ ในการออกกำลังกายแต่ละครั้ง เพื่อพูดว่า“ ยินดีต้อนรับ” หรือ“ เยี่ยมมาก!” ไปจนถึง“ เวลาเดิน” ตอนที่เปลี่ยนเป็น “ Time to Walk หรือ Push”

สำหรับการออกกำลังกายแบบวีลแชร์บน Apple Watch และวิดีโอทั้งหมดมีคำบรรยาย Fitness + ยังมีเทรนเนอร์ที่สาธิตการปรับเปลี่ยนในการออกกำลังกายในแต่ละครั้งอีกด้วย

APPLE อัปเดตซอฟต์แวร์

2. ทางลัดสำหรับแกลเลอรี ซึ่งการช่วยเหลือในการเข้าถึงที่มีทางลัดโดย Siri ที่เป็นประโยชน์สำหรับเวลาในการทานยา หรือสนับสนุนกิจวัตรประจำวัน และทางลัดที่จะเป็นตัวช่วยในการเข้าถึงสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้คน ค้นพบคุณสมบัติ และทรัพยากรในตัวของ Apple นั่นเอง

3. App Store ซึ่งลูกค้าสามารถอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ Lucy Edwards ผู้มีอิทธิพลใน TikTok ที่ตาบอด และแชร์แอปที่เธอชื่นชอบได้

ซึ่งแอพของ Day FiLMiC Pro เป็นหนึ่งในแอพวิดีโอที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด สำหรับผู้สร้างภาพยนตร์ที่ตาบอด และอีกมากมายในคอลเลกชั่น Express Yourself Your Way ใหม่

4. Apple Books สามารถเพิ่มคำแนะนำการอ่าน จาก Judith Heumann นักเขียน และนักเคลื่อนไหว ด้านสิทธิผู้ทุพพลภาพ พร้อมกับคอลเลกชั่นธีมอื่น ๆ

5. Apple Maps มีคำแนะนำใหม่จาก Gallaudet University มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก สำหรับคนหูหนวก ผู้มีปัญหาทางการได้ยิน และนักเรียนหูหนวก ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ใช้กับธุรกิจ และองค์กรที่ให้ความสำคัญยอมรับ

และจัดลำดับความสำคัญของชุมชนคนหูหนวก และภาษาที่เซ็นชื่อ โดยตัวช่วยการเข้าถึงในคำสั่งลัด Siri ที่แสดงบน iPhone 12 Pro

ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสามารถช่วยในการเข้าถึงใน App Store ที่แสดงบน iPhone 12 Pro ซึ่งเป็นคอลเลกชั่นที่โดดเด่นของ Apple TV ที่แสดงบน iPhone 12 Pro นั่นเอง

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

Microsoft เตรียมยุติ Ie

MICROSOFT เตรียมยุติ IE

MICROSOFT เตรียมยุติ IE ข่าวร้าย Microsoft จะยุติการสนับสนุน Internet Explorer ในเดือนมิถุนายน 2565 นี้ แต่ Microsoft 365 (เดิม คือ Office 365) จะหยุดการสนับสนุนเบราว์เซอร์ในวันที่ 17 สิงหาคมของปีนี้

อย่างที่เราทราบกันดีว่า IE ได้ถูกแทนที่ด้วย Edge ซึ่งมี “โหมด Internet Explorer” ในตัวตั้งแต่ปี 2019 และสิ่งนี้ มีความสำคัญ เนื่องจาก Edge มีความปลอดภัยมากกว่าที่ Internet Explorer ไม่เคยมีมาก่อน

และไม่อาจกล่าวได้ว่า Microsoft ไม่ได้แจ้งให้ทราบถึงการเลิกใช้งาน IE แม้กระทั่งการป้องกันที่ไม่ให้ผู้ใช้เข้าถึงไซต์หลายร้อยแห่ง จากเบราว์เซอร์ภายในสิ้นปี 2020 “Edge ไม่เพียงแต่จะนำเสนอการท่องเว็บที่รวดเร็ว ปลอดภัย และทันสมัยมากขึ้นเท่านั้น

ประสบการณ์มีมากกว่า Internet Explorer แต่เบราว์เซอร์นี้ สามารถจัดการกับข้อกังวลหลัก คือ ความเข้ากันได้กับเว็บไซต์ และแอปรุ่นเก่าได้” ซึ่ง Microsoft ได้ระบุว่า Internet Explorer จะยุติลงเท่านั้น จาก Windows 10 เวอร์ชัน 20H2 และผู้ที่ยังคงใช้ Windows 8.1 จะยังใช้ได้อยู่ ไปจนถึงการแจ้งเตือนการสิ้นสุดอายุของการใช้งาน

ซึ่งเบราว์เซอร์ Internet Explorer ที่มีอายุมาก อยู่ในช่วงไม่กี่วัน ก่อนที่จะปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ Microsoft เคยประกาศก่อนหน้านี้ว่า 365 ออนไลน์ จะไม่รองรับ Internet Explorer อีกต่อไป

ซึ่งเบราว์เซอร์ดั้งเดิม จาก Microsoft เปิดตัวในเดือนสิงหาคม 1995 และปัจจุบันมีอายุมากกว่า 25 ปีแล้ว และการประกาศเกี่ยวกับการสิ้นสุดของ Internet Explorer มีขึ้นผ่านโพสต์ในบล็อกของ Windows

และอีกสาเหตุหนึ่งที่ Microsoft ต้องการให้ผู้ใช้ Internet Explorer ย้ายไปที่ Edge เนื่องจากเป็นเบราว์เซอร์ใหม่ ที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน Microsoft ได้เปิดตัวคุณลักษณะแท็บที่ใช้หน่วยความจำน้อยลงถึง 16 เปอร์เซ็นต์

โดยการใช้งาน CPU น้อยลง 26 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มอายุการใช้งานแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ที่ใช้งาน เบราว์เซอร์ Microsoft Edge ยังมีคุณสมบัติในการจัดเรียงแท็บทั้งหมดในแนวตั้งทางด้านซ้ายของหน้าจออีกด้วย

และเหตุผลสุดท้ายที่ Microsoft ให้การสนับสนุนเบราว์เซอร์ Edge คือ ความเข้ากันได้กับทั้งเว็บไซต์เดิม และเว็บไซต์สมัยใหม่ Microsoft Edge เข้ากันได้กับเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันที่ใช้ Internet Explorer รุ่นเก่า และเนื่องจากเป็นไปตามโครงการโอเพนซอร์ส Chromium จึงเข้ากันได้กับเว็บไซต์สมัยใหม่

MICROSOFT เตรียมยุติ IE

และเบราว์เซอร์ Microsoft Edge มีโหมด IEที่ผู้ใช้สามารถใช้เพื่อเข้าถึงเว็บไซต์ที่ต้องใช้ Internet Explorer ในการเปิด Microsoft กล่าวว่าโหมด IE จะได้รับการสนับสนุนบน Microsoft Edge จนถึงปี 2029 เป็นอย่างน้อย

สำหรับองค์กรที่ใช้เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันแบบเดิม Microsoft ได้กำหนดรายการขั้นตอนในบล็อกโพสต์ ที่องค์กรต่าง ๆ สามารถปฏิบัติตาม เพื่อตั้งค่าเบราว์เซอร์ Edge ด้วยโหมด IE

และ Microsoft ยังแนะนำให้ผู้ใช้ สามารถย้ายข้อมูลจาก Internet Explorer ไปยังเบราว์เซอร์ Edge ก่อนวันที่ 15 มิถุนายน 2565 และยังให้ข้อมูลเพิ่มอีกว่า เมื่อผู้ใช้ เลือกที่จะย้ายข้อมูล ไปยัง Microsoft Edge แล้ว ผู้ใช้ยังสามารถนำรหัสผ่านรายการโปรด และข้อมูลการท่องเว็บอื่น ๆ จาก Internet Explorer มาใช้ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

VeChain คืออะไร

VECHAIN คืออะไร

VECHAIN คืออะไร โดย VeChain Thor (VET) เป็นโทเค็นดั้งเดิมของ VeChain blockchain เป็นสินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัลที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับระบบ ที่มุ่งเน้นองค์กรสำหรับการจัดการห่วงโซ่อุปทานการตรวจสอบย้อนกลับ และการปรับปรุงโซลูชันกระบวนการทางธุรกิจ

ซึ่ง VeChain แพลตฟอร์มนี้ใช้โทเค็นที่แตกต่างกันสองแบบ คือ VeChain Thor ซึ่งโอนมูลค่าข้ามเครือข่าย และ VeChain Thor Energy (VTHO) ที่ทำหน้าที่เป็นก๊าซสำหรับค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมคล้ายกับโทเค็น Gas ของ NEO หรือก๊าซของ Etheruem นั่นเอง

ซึ่งจะเห็นว่า วันนี้ภาคโลจิสติกส์ได้ประสบปัญหาข้อมูลที่ไม่สมมาตร แม้ว่าระบบต่าง ๆ จะรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก แต่ข้อมูลนี้จะไม่ได้รับการสื่อสารในลักษณะที่เหมาะสมที่สุด ในกรณีส่วนใหญ่ การแบ่งส่วนที่รุนแรงทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดต้องพึ่งพาแหล่งข้อมูลจากส่วนกลาง การขาดความเป็นเอกภาพนี้ ส่งผลให้การรับส่งข้อมูลขาดความโปร่งใส และล่าช้า

และ VeChain ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามข้อมูลจำนวนมากได้ ซึ่งตัวบ่งชี้เหล่านี้ อาจรวมถึงรายการต่าง ๆ เช่น คุณภาพความถูกต้อง อุณหภูมิในการจัดเก็บ และสถานะการขนส่ง ที่น่าประทับใจ โดย VeChain ได้นำเสนอคุณลักษณะทั้งหมดนี้ ผ่านระบบนิเวศทางธุรกิจที่ปราศจากความไว้วางใจ และการกระจาย ด้วยวิธีนี้ VeChain ช่วยลดค่าใช้จ่าย และปรับปรุงความรับผิดชอบได้อีกด้วย

แต่ VeChain มีความแตกต่างจากโครงการอื่น ๆ ในภาคธุรกิจ ในลักษณะสำคัญบางประการ โดยพื้นฐานแล้ว นักพัฒนาที่อยู่เบื้องหลังโครงการนี้ ไม่มีความปรารถนาที่จะสร้างแพลตฟอร์มที่กระจายอำนาจอย่างเต็มที่

แต่เป้าหมายของพวกเขา คือ การรวมคุณสมบัติที่ดีที่สุด จากทั้งภาค DeFi (การเงินแบบกระจายอำนาจ) และ CeFi (การเงินจากส่วนกลาง) ซึ่งกลยุทธ์นี้ได้สร้างแพลตฟอร์มที่สมดุล ซึ่งให้การไหลของข้อมูลที่โปร่งใส การทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ และการถ่ายโอนข้อมูลความเร็วสูงแก่ผู้ใช้

VeChain ได้มีการก่อตั้งขึ้นในปี 2558 โดยมีเป้าหมายเพื่อขัดขวางอุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการทำให้ข้อมูลดำเนินการได้จริง และโปร่งใส ซึ่งผู้สร้างโครงการ คือ Sunny Lu ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี จากผลงานผู้บริหารของเขา กับ Louis Vuitton China

VET ของ VeChain เริ่มต้นบน Ethereum blockchain แนวทางนี้เป็นกลยุทธ์ทั่วไป ในตลาด เนื่องจาก ช่วยให้นักพัฒนาสามารถแสดงแนวคิดของตน และรวบรวมเงินทุน เพื่อพัฒนาบล็อกเชนของตนเอง ในที่สุดนั่น คือ สิ่งที่ VeChain ทำ วันนี้ VET ดำเนินการภายในระบบนิเวศ VeChain ดั้งเดิม ด้วยวิธีนี้นักพัฒนาสามารถนำเสนอคุณลักษณะที่มุ่งเน้นไปที่ลูกค้าธุรกิจโดยตรง

VeChain ทำงานอย่างไร

โดย VeChain จะมีการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการปรับปรุงภาคซัพพลายเชน ตัวอย่างเช่น VeChain ใช้แท็ก และเซ็นเซอร์การระบุความถี่วิทยุ ( RFID ) ประเภทต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบข้อมูลที่สำคัญระหว่างการขนส่ง ซึ่งข้อมูลนี้ ได้ออกอากาศแบบเรียลไทม์ผ่านบล็อคเชน

และกลยุทธ์นี้ จะช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือผู้เข้าร่วมตลาด สามารถตรวจสอบสินค้า เพื่อตรวจสอบสภาพ และความถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้น แนวทางนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับซัพพลายเชนที่ซับซ้อนขนาดใหญ่

และ VeChain สามารถตรวจสอบเครือข่ายขนาดมหึมาเหล่านี้ และทำให้ธุรกิจมีความทันสมัยอยู่เสมอ เกี่ยวกับการพัฒนาที่เกิดขึ้น

Internet-of-Things (IoT)

โดยจะเห็นว่า VeChain เป็นผู้บุกเบิก การผสานโดยการรวมเทคโนโลยี IoT และ DLT อย่างที่เห็นได้ชัด ซึ่ง VeChain ถูกสร้างขึ้นจากพื้นฐานโดยคำนึงถึงการบูรณาการ IoT Internet-of-things หมายถึง เครือข่ายของอุปกรณ์อัจฉริยะหลายพันล้านเครื่อง ที่ใช้อยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน

ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดนี้ มีความฉลาด เพราะมีเซ็นเซอร์ และความสามารถในการสื่อสารข้อมูลออนไลน์ ปัจจุบัน อุปกรณ์เหล่านี้ มีสิ่งของมากมายที่ไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่ทีวี ไปจนถึงออด และโทรศัพท์ ที่คุณใช้งานอยู่ทุกวันนี้

ซึ่งการผสานรวมของเทคโนโลยี IoT และบล็อกเชนเข้ากันได้ดี โดยเทคโนโลยีบล็อกเชน เป็นวิธีที่ประหยัดในการตรวจสอบข้อมูลจำนวนมาก แบบใกล้เคียงกับเวลาจริง ผ่านฉันทามติ ดังนั้น VeChain จึงไม่ใช่โครงการเดียวที่สำรวจการควบรวมกิจการของทั้งสองเทคโนโลยี

VECHAIN คืออะไร

VeChain Token (VET)

ซึ่งจะเห็นว่า VET คือ สกุลเงินดิจิทัล ที่คุณจะลงทุนในการแลกเปลี่ยน มันทำหน้าที่เพิ่มมูลค่าภายใน VeChain blockchain นี้ ค่าโอนโทเค็นทั่ว blockchain และไกสัญญาสมาร์ท นอกจากนี้ ยังเป็นวิธีที่ผู้ใช้สามารถจ่ายสำหรับการทำธุรกรรมบน Dapps ที่ทำงานบน VeChain blockchain ได้อีกด้วย

ปัจจุบัน มียอดขายหมุนเวียน 55,454,734,800 VET ระบบของ VeChain ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อออกเงินจำนวน 86,712,634,466 VET VET อยู่ใน 30 อันดับแรก ของสกุลเงินดิจิทัลทั่วโลก โดยพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

หุ้น IPO คืออะไร

หุ้น IPO คืออะไร

หุ้น IPO คืออะไร โดย IPO (ไอ พี โอ) หรือ Initial Public Offering คือ การเสนอขายหุ้นสามัญครั้งแรก (IPO) ซึ่งสามารถกำหนดได้ว่าเป็นกระบวนการที่บริษัทเอกชน หรือ บริษัทสามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ โดยการขายหุ้นบางส่วนให้กับนักลงทุน

โดยทั่วไปแล้ว การเสนอขายหุ้น IPO จะเริ่มต้นเพื่อใส่เงินทุนใหม่ให้กับบริษัท เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มทุนในอนาคต หรือเพื่อสร้างรายได้จากการลงทุนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีอยู่

ซึ่งนักลงทุนสถาบันบุคคลที่มีมูลค่าสุทธิสูง (HNIs) และสาธารณชน สามารถเข้าถึงรายละเอียดของการขายหุ้นครั้งแรกในหนังสือชี้ชวน และหนังสือชี้ชวนจะเป็นเอกสารที่มีความยาว ซึ่งจะแสดงรายละเอียดของข้อเสนอที่เสนอ

เมื่อการเสนอขายหุ้นเสร็จสิ้น หุ้นของบริษัทจะได้รับการจดทะเบียน และสามารถซื้อขายได้อย่างเสรีในตลาดเปิด และตลาดหลักทรัพย์เรียกเก็บฟรีโฟลตต่ำสุดในหุ้น ทั้งในแง่ที่แน่นอน และเป็นอัตราส่วนของทุนทั้งหมด

หรือพูดอีกในความหมายหนึ่ง คือ การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) หมายถึง กระบวนการเสนอขายหุ้นของบริษัทเอกชนต่อสาธารณะ ในการออกหุ้นใหม่ ซึ่งการออกหุ้นสาธารณะทำให้บริษัทสามารถระดมทุนจากนักลงทุนสาธารณะได้

และการเปลี่ยนจากบริษัทเอกชนเป็นบริษัทมหาชน อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับนักลงทุนเอกชน ที่จะได้รับผลกำไรจากการลงทุนอย่างเต็มที่ เนื่องจาก โดยทั่วไปจะรวมถึงส่วนเกินมูลค่าหุ้นสำหรับนักลงทุนเอกชนในปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนสาธารณะสามารถเข้าร่วมเสนอขายได้

ข้อดีทางการเงินขององค์กรของการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO)

  • บริษัท สามารถเข้าถึงการลงทุนจากผู้ลงทุนทั้งหมดเพื่อเพิ่มทุน
  • อำนวยความสะดวกให้ข้อตกลงการได้มาง่ายขึ้น (ส่วนแบ่งการแปลง) นอกจากนี้ ยังสามารถกำหนดมูลค่าของเป้าหมายการเข้าซื้อกิจการได้ง่ายขึ้น หากมีการจดทะเบียนหุ้นต่อสาธารณะ
  • ความโปร่งใสที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับการรายงานประจำไตรมาสที่จำเป็นมักจะช่วยให้บริษัทได้รับเงื่อนไขการกู้ยืมเครดิตที่ดีกว่าในฐานะบริษัทเอกชน 
  • บริษัทมหาชนสามารถระดมทุนเพิ่มเติมในอนาคตผ่านการเสนอขายรอง  เนื่องจาก มีการเข้าถึงตลาดสาธารณะผ่านการเสนอขายหุ้นแล้ว
  • บริษัทมหาชนสามารถดึงดูด และรักษาผู้บริหารและพนักงานที่มีทักษะได้ดีขึ้นผ่านการมีส่วนร่วมในหุ้นที่มีสภาพคล่อง (เช่น ESOP) หลายบริษัทจะชดเชยผู้บริหาร หรือพนักงานคนอื่น ๆ ผ่านการชดเชยหุ้นในการเสนอขายหุ้น
  • การเสนอขายหุ้น IPO สามารถทำให้ บริษัทมีต้นทุน เงินทุนที่ต่ำลง  สำหรับทั้งตราสารทุน และตราสารหนี้
  • เพิ่มการเปิดเผยชื่อเสียง และภาพลักษณ์สาธารณะของบริษัท ซึ่งสามารถช่วยยอดขาย และผลกำไรของบริษัทได้

ข้อเสียและทางเลือกในการเสนอขายหุ้นสามัญครั้งแรก (IPO)

โดยบริษัท ต่าง ๆ อาจเผชิญกับผลเสียหลายประการในการเผยแพร่สู่สาธารณะ และอาจเลือกใช้กลยุทธ์ทางเลือกอื่น ซึ่งอาจมีข้อเสียที่สำคัญบางประการ ได้แก่

  • การเสนอขายหุ้น IPO มีราคาแพง และค่าใช้จ่ายในการดูแล บริษัทมหาชนยังคงดำเนินต่อไป และโดยปกติจะไม่เกี่ยวข้องกับต้นทุนอื่น ๆ ในการทำธุรกิจ
  • บริษัทจะต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินการบัญชีภาษี และข้อมูลทางธุรกิจอื่น ๆ ในระหว่างการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ อาจต้องเปิดเผยความลับ และวิธีการทางธุรกิจต่อสาธารณะที่สามารถช่วยคู่แข่งได้
  • ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายการบัญชี และการตลาดที่สำคัญเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่กำลังดำเนินอยู่
  • เพิ่มเวลาความพยายาม และความเอาใจใส่ที่จำเป็นของฝ่ายบริหารในการรายงาน
  • ความเสี่ยงที่ต้องระดมทุน จะไม่เพิ่มขึ้นหากตลาดไม่ยอมรับราคา IPO
  • มีการสูญเสียการควบคุม และปัญหาหน่วยงานที่เข้มแข็งขึ้น เนื่องจาก ผู้ถือหุ้นรายใหม่ที่ได้รับสิทธิออกเสียง และสามารถควบคุมการตัดสินใจของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิผลผ่านทางคณะกรรมการ
  • มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากปัญหาด้านกฎหมาย หรือกฎระเบียบ เช่น คดีฟ้องร้องในกลุ่มหลักทรัพย์ส่วนบุคคล และการดำเนินการของผู้ถือหุ้น
  • ความผันผวนของราคาหุ้นของบริษัท อาจทำให้ผู้บริหารไขว้เขว ซึ่งอาจได้รับการชดเชย และประเมินจากผลการดำเนินงานของหุ้นมากกว่าผลทางการเงินที่แท้จริง

ตัวอย่าง IPO ที่ใหญ่ที่สุด

  • อาลีบาบากรุ๊ป ( BABA ) ในปี 2557 ระดมทุน 25 พันล้านดอลลาร์
  • Softbank Group ( SFTBF ) ในปี 2561 ระดมทุน 23.5 พันล้านดอลลาร์
  • American Insurance Group ( AIG ) ในปี 2549 ระดมทุน 20.5 พันล้านดอลลาร์
  • VISA ( V ) ในปี 2551 มีรายได้ 19,700 ล้านดอลลาร์
  • เจนเนอรัลมอเตอร์ส ( GM ) ในปี 2553 ระดมทุน 18.15 พันล้านดอลลาร์
  • Facebook ( FB ) ในปี 2555 ระดมทุนได้ 16.01 พันล้านดอลลาร์
หุ้น IPO คืออะไร

ซื้อหุ้น IPO ดีไหม

ซึ่งการเสนอขายหุ้น IPO มีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจจากสื่อจำนวนมาก ซึ่งบางส่วนได้รับการปลูกฝังโดยบริษัทที่เผยแพร่สู่สาธารณะ โดยทั่วไปแล้ว การเสนอขายหุ้น IPO เป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุน

เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิดการเคลื่อนไหวของราคาที่ผันผวนในวันที่เสนอขายหุ้น IPO และหลังจากนั้นไม่นาน บางครั้งอาจสร้างผลกำไรจำนวนมาก แม้ว่าจะสามารถสร้างความสูญเสียจำนวนมากได้ก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว นักลงทุนควรตัดสินการเสนอขายหุ้น IPO แต่ละครั้งตามหนังสือชี้ชวนของบริษัทที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ตลอดจนสถานการณ์ทางการเงินของแต่ละบุคคล และการยอมรับความเสี่ยงนั่นเอง

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

รีวิว Galaxy A52

รีวิว GALAXY A52

รีวิว GALAXY A52 ปีนี้ 2021 Samsung Galaxy A Series ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ถึง 3 รุ่น ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์!!! เชื่อเลยว่าแฟน ๆ Samsung หลายคนน่าจะรอคอยการเปิดตัวครั้งนี้

ซึ่งได้เปิดตัวมาถึง 3 รุ่นด้วยกัน คือ Galaxy A52 สำหรับสายทำคอนเทนต์ A72 สำหรับสาย Gamming และ A32 สำหรับสายดูคอนเทนท์ ในราคาเพียงหมื่นต้น ๆ เองจ้า!! สำหรับวันนี้จะพามาดู หรือมาช่วยให้คนที่กำลังตัดสินใจที่จะซื้อ GALAXY A52 เพื่อให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้นนั่นเอง ไปดูกันว่า GALAXY A52 รุ่นนี้มีจุดเด่นอะไรน่าซื้อบ้าง!!

ก่อนอื่นเลย สำหรับ GALAXY A52 ได้เปิดตัวออกมา 2 แบบด้วยกัน คือ แบบที่รองรับ 4G และ รองรับ 5G นั่นเอง ซึ่งตัว 4G จะเป็น Snapdraon 720G ส่วนตัว 5G จะเป็น Snapdragon 752G ส่วนจุดเด่นอื่น ๆ จะเหมือนกันเลยทุกอย่าง จะแตกต่างกันแค่รองรับ 4G กัน 5G นั่นเอง!! ไปดูกันว่าจะคุ้มไหมถ้าจะตัดสินใจซื้อ

GALAXY A52

รีวิว GALAXY A52

โดย GALAXY A52 แบบ 4G และ 5G เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟน A-Series น้องใหม่ที่เพิ่มเปิดตัวเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2021 นี้เอง ซึ่งมีการวางขายแบบสด ๆ ร้อนกันเลยทีเดียว ซึ่งมาพร้อมกับจุดเด่นเยอะแยะมากมาย ซึ่งบอกได้เลยว่าคุ้มมากสำหรับสายทำคอนเทนต์ที่กำลังมองหา

จุดเด่นของ GALAXY A52 ( 4G , 5G )

  • หน้าจอจะเป็น Super AMOLED Infinity-O Display ขนาด 6.5 นิ้ว มีความคมชัดระดับ Full HD+ และตัวเครื่องมีป้องกันน้ำมาตรฐาน IP67
  • ตัวเครื่องมีขนาด 159.9×75.1×8.4 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 189 กรัม (บอกเลยว่าเหมาะ พอดีมือมาก)
  • ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 720G และหน่วยประมวลผลแบบกราฟิก (GPU) Adreno 618
  • หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด  8GB และมีหน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB รองรับหน่วยความจำเสริมแบบ microSD สูงสุด 1TB

สำหรับกล้อง จะเป็นดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ซึ่งประกอบด้วย

  • กล้องตัวที่แรก จะเป็นเลนส์ Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.4 ถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร
  • กล้องตัวถัดมาจะเป็น เลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.2 และสามารถเก็บภาพมุมกว้างสุดที่ 123 องศา
  • กล้องตัวหลักจะเป็นเลนส์ Wide-Angle (Main) มีความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/1.8 รองรับ OIS (Optical Image Stabilization)
  • กล้องตัวที่สี่เลนส์ Depth ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.4 

กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.2

  • แบตเตอรี่ความจุ 4500 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว 25W Super Fast Charging
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย One UI 3.0
  • มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac (2.4G+5GHz), Bluetooth 5.0 และ NFC
  • พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C

เป็นไงกันบ้าง!! โพสต์นี้สามารถช่วยให้คุณตัดสินใจซื้อ GALAXY A52 ง่ายขึ้นหรือยัง บอกได้เลยว่าสเปคของเครื่องน้องใหม่นี้มีจุดเด่น และความพิเศษที่คุ้มมาก บอกลยว่าสายคอนเทนต์ห้ามพลาดจ้า และอีกอย่างคือราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 11,990 บาท ซึ่งบอกได้เลยว่า ราคาย่อมเยาว์มากจ้า สามารถจับต้องได้ทุกเพศทุกวัย

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

Feature deep diveของExcelเป็นแบบไหน

FEATURE DEEP DIVEของEXCELเป็นแบบไหน

FEATURE DEEP DIVEของEXCELเป็นแบบไหน ซึ่งคุณลักษณะใหม่ ‘แสดงการเปลี่ยนแปลง’ กำลังจะมาถึง Excel สำหรับเว็บ โดยผู้จัดการโครงการ (PM) ของ Microsoft Excel คนหนึ่งในทีม Office Insider

เพิ่งเผยแพร่ “FEATURE DEEP DIVE” หรือ ‘ ฟีเจอร์เจาะลึกฟีเจอร์ ‘ อีกรายการ พวกเขาประกาศคุณลักษณะที่กำลังจะมาถึงที่เรียกว่าแสดงการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะช่วยให้ผู้เขียนมีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อแบ่งปันและทำงานร่วมกับผู้อื่นบน Excel สำหรับเว็บ

‘แสดงการเปลี่ยนแปลง’ จะช่วยให้ผู้ใช้แชร์ไฟล์ Excel บนไซต์ OneDrive หรือ SharePoint เพื่อดูทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเวิร์กบุ๊ก Excel ในช่วง 60 วันที่ผ่านมา

คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการแบ่งปัน Excel spreadsheet ที่สวยงาม และสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันกับผู้อื่นอีกต่อไป ทำให้พวกเขามีสิทธิ์แก้ไข คุณจะตรวจสอบทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ ด้วยการเข้าหน้าต่างการเปลี่ยนแปลงใหม่ทางด้านขวา

ในไฟล์ Excel ของคุณทางออนไลน์ ให้คลิกแท็บตรวจสอบ แล้วคลิกแสดงการเปลี่ยนแปลง หน้าต่างการเปลี่ยนแปลงจะเปิดขึ้นทางด้านขวา เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงของ spreadsheet โดยมีการเปลี่ยนแปลงล่าสุดอยู่ด้านบน

FEATURE DEEP DIVEของEXCELเป็นแบบไหน

คุณลักษณะแสดงการเปลี่ยนแปลงนี้ จะช่วยให้คุณสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมั่นใจ โดยให้คุณเห็นว่า มีการแก้ไขอะไรในสมุดงานของคุณในช่วง 60 วันที่ผ่านมา 

คุณสามารถดูรายละเอียดว่า ใครเปลี่ยนแปลงอะไร ที่ไหน และเมื่อใด พร้อมกับค่าก่อนหน้าของเซลล์ เพื่อการเปลี่ยนกลับอย่างรวดเร็ว หากจำเป็น คุณสามารถกรองการเปลี่ยนแปลงโดยเลือกแผ่นงานช่วง

หรือเซลล์แต่ละเซลล์ เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในระดับที่ละเอียด คุณยังสามารถตรวจสอบได้เมื่อมีการแก้ไขจำนวนมากในเซลล์จำนวนมากที่อาจมีจำนวนมากขึ้น

  • การแก้ไขจะแสดงในหน้าต่างการเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มจากรายการล่าสุด
  • คุณสามารถดูได้ว่า ใครเป็นผู้ทำการเปลี่ยนแปลงที่ไหน และเมื่อใด รวมถึงการแก้ไข
  • ในการ์ดเช่นเดียวกับด้านล่าง ซึ่งกำลังติดตามการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายกันกับหลายเซลล์ คุณสามารถดูการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้โดยเลือกดูการเปลี่ยนแปลง

คุณยังสามารถกรอง และดูการเปลี่ยนแปลงที่เซลล์ช่วง หรือแม้แต่ชีต โดยคลิกขวาที่มันแล้วคลิกแสดงการเปลี่ยนแปลง

FEATURE DEEP DIVEของEXCELเป็นแบบไหน

หากคุณ หรือคนอื่นแก้ไขสมุดงานในขณะที่หน้าต่างการเปลี่ยนแปลงเปิด คุณสามารถอัปเดตสมุดงานมีการเปลี่ยนแปลงล่าสุดโดยเลือกดูการเปลี่ยนแปลงใหม่ปุ่ม

โดย Microsoft จะเปิดตัวคุณลักษณะนี้ใน Excel สำหรับเว็บสำหรับผู้ใช้ที่ใช้งานรุ่น Targeted release และคิดว่าเราน่าจะเริ่มเห็นสิ่งนี้ปรากฏในปลายเดือนมีนาคม ไทม์ไลน์นี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลง หากต้องการให้คำติชมแก่ Microsoft เมื่อคุณลักษณะนี้พร้อมใช้งานสำหรับคุณให้คลิกวิธีใช้ -> คำติชม และกรอกแบบฟอร์มสั้น ๆ

Microsoft Teams มีผู้ใช้งาน 145 ล้านคนต่อวัน

โดย Microsoft ได้เปิดตัวผลประกอบการไตรมาส 3 ของพวกเขา และบริษัท ก็มีผลประกอบการที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง เป็นที่ชัดเจนว่า บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ที่เกิดจากการระบาดใหญ่ และ Microsoft กล่าวว่า ไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่จะชะลอตัวลง

หนึ่งในผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่ทำงานได้ดีสำหรับ Microsoft ในช่วงปีที่ผ่านมา คือ Teams ในรายงานล่าสุดย้อนกลับไปในเดือนตุลาคม ปี 2020 บริษัทกล่าวว่า พวกเขามีผู้ใช้งาน 115 ล้านคนต่อวัน แต่ในวันนี้ Jeff Teper รองประธานองค์กรของ Microsoft 365 เปิดเผยว่า ขณะนี้ตัวเลขดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นเป็น 145 ล้านคนต่อวัน

จากการทำสถิติพื้นฐาน และทำตามที่เรารู้ว่าตัวเลข 115 ล้าน มาจากสิ้นไตรมาสที่ 2 และเรารู้ว่า 145 ล้านคน มาจากสิ้นไตรมาสที่ 3 ซึ่งหมายความว่า Teams ได้เพิ่มผู้ใช้ประมาณ 10 ล้านคนต่อวันในแต่ละเดือน

นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศอุปกรณ์ต่อพ่วง Teamsใหม่ในเดือนที่ผ่านมานี้ ด้วยกลุ่มเป้าหมายที่เติบโตอย่างรวดเร็วสำหรับฮาร์ดแวร์ใหม่ บริษัทจึงตั้งเป้าหมายที่จะค้นหาวิธีเพิ่มเติมในการสร้างรายได้ จากผู้ชมกลุ่มนี้ด้วยอุปกรณ์ที่ผสานรวมกับซอฟต์แวร์

Skype for Business จะเลิกใช้งานอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้นี้ การนำ Teams มาใช้ควรจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อลูกค้าเหล่านั้นย้ายไปยังแพลตฟอร์มใหม่ ที่สำคัญสำหรับไมโครซอฟท์ คือ การทำให้ทีมใหม่ ภายในโปรแกรมของ Office 365 และสัญญาณทั้งหมดชี้ไปที่ความจริงที่ว่าโปรแกรมนี้ จะกลายเป็นงาน Excel ใหม่

ความรู้เพิ่มเติม

รู้หรือไม่ Microsoft ทำให้การปรับเปลี่ยนสิทธิ์การแชร์ลิงค์ทำได้ง่ายขึ้น

เมื่อพูดถึงการทำงานร่วมกันสมัยใหม่ อย่าส่งอีเมลส่งลิงก์ การให้ทุกคนทำงานร่วมกันในเอกสารเดียว แทนที่จะมีไฟล์ข้อมูลเดียวกันหลายไฟล์ที่ลอยอยู่รอบ ๆ จะช่วยรักษา “ ความจริงเวอร์ชันเดียว”

Microsoft จะเปิดตัวการควบคุมการแชร์ที่ง่ายขึ้นสำหรับไฟล์ที่จัดเก็บใน SharePoint และ OneDrive วิธีนี้ จะช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมการแชร์ไฟล์สำหรับผู้ทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น

FEATURE DEEP DIVEของEXCELเป็นแบบไหน

เพื่อให้คุณได้ทบทวนตัวเลือกที่มีให้เมื่อแบ่งปันรายการแรกที่คุณสามารถปรับเปลี่ยนได้ คือ การดำเนินการแบ่งปันนี้ กำหนดเป้าหมายไปที่ใคร ดังนี้

  • ทุกคนที่มีลิงก์ นี่เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยน้อยที่สุด และไม่ระบุชื่อ ทุกคนที่สามารถเข้าถึงลิงก์นี้ สามารถเข้าถึงไฟล์ที่กำลังแชร์ได้ หากพวกเขาอยู่นอกองค์กรของคุณพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์ใด ๆ ในการเข้าถึง โดยปกติองค์กรจำนวนมากจะจำกัดตัวเลือกนี้ จากผู้ใช้ปลายทางผ่านการตั้งค่าการแชร์ภายนอกส่วนกลางของ SharePoint Admin Center
  • บุคคลใน  โดเมน บริษัท ที่มีลิงก์ ทุกคนในองค์กรของคุณสามารถเข้าถึงไฟล์ได้ บุคคลภายนอก / แขกจะไม่สามารถเข้าถึงได้
  • ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงอยู่  นี่คือ ตัวเลือกที่ปลอดภัย และปลอดภัย เนื่องจาก คุณไม่ได้ให้สิทธิ์การเข้าถึงไฟล์ ‘ใหม่’ แก่ใคร เฉพาะผู้ใช้ที่มีอยู่ที่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงก่อนหน้านี้เท่านั้น ที่จะสามารถเข้าถึงได้ต่อไป ส่วนใหญ่จะใช้เมื่อมีคนขอให้คุณส่งลิงก์สำหรับแชร์ที่อาจใส่ผิดที่
  • บุคคลที่เฉพาะเจาะจง ตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุด โดยที่คุณระบุรายชื่อผู้ใช้ที่จะสามารถเข้าถึงไฟล์ได้อย่างชัดเจน เฉพาะที่อยู่อีเมลที่คุณพิมพ์เท่านั้น ที่จะสามารถเข้าถึงได้ ไม่มีใครในองค์กรของคุณที่จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงผ่านวิธีนี้

อย่างไรก็ตาม ช่วงกลางเดือนมีนาคม กำลังเริ่มเปิดตัวให้กับบริษัทที่กำหนด Targeted Release ทั่วทั้งองค์กร ฟีเจอร์นี้ควรเปิดให้ทุกคนใช้งานได้ตลอดทั้งเดือนเมษายน และตลอดทั้งปี

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

โพสต์ Ig เวลาไหนปังสุด

โพสต์ IG เวลาไหนปังสุด

โพสต์ IG เวลาไหนปังสุด โดย Instagram ได้เปลี่ยนอัลกอริทึมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้คุณแชร์โพสต์ที่มองเห็นได้บน Instagram ได้ยากขึ้นมาก ให้ความสำคัญสูงสุดกับโพสต์ที่สร้างโดยเพื่อน และครอบครัวของผู้ใช้

โดยมีโอกาสน้อยที่จะมีการเพิ่มโพสต์ทางธุรกิจในคิวของผู้ใช้ ให้มีน้ำหนักกับโพสต์ทางธุรกิจ ที่มีลิงก์ที่น่าจะนำผู้คนออกจากแอป Instagram ได้น้อยลง หากต้องการประสบความสำเร็จบน Instagram ธุรกิจต่าง ๆ

ต้องติดตามข้อมมูลข่าวสารเกี่ยวกับอัลกอริทึม Instagram และนั่นรวมถึงการเลือกเวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์บน Instagram กำหนดเป้าหมายเวลาที่ผู้คนดูบัญชี Instagram ของตน แต่ไม่ตรงกับเวลาที่คนส่วนใหญ่อัปโหลดเนื้อหา Instagram

1. เวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์บน Instagram ในปี 2021

จากการศึกษาส่วนใหญ่ที่เราได้ดูนั้นเลือกเวลาที่ “ดีที่สุด” สำหรับโพสต์ Instagram ของคุณ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับเขตเวลา และไม่ใช่ว่าทุกโพสต์จะใช้เขตเวลาเดียวกันในคำแนะนำ การสำรวจจำนวนมากเหล่านี้ระบุ CT (Central Time US) ในการค้นพบของพวกเขา

แม้ว่าคุณจะโพสต์มากกว่าหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ แต่การศึกษาต่าง ๆ แนะนำว่า เวลาต่อไปนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์บน Instagram

  • ระหว่าง 14:00 น. ถึง 15:00 น. ซึ่งวันพฤหัสบดีเป็นวันที่ดีที่สุด (HubSpot)
  • วันพุธเวลา 11.00 น.และวันศุกร์เวลา 10.00–11.00 น. (SproutSocial)

เมื่อพิจารณาถึงรูปแบบต่าง ๆ ในการศึกษาที่แตกต่างกัน คุณควรพิจารณาเวลาที่เลือกให้กว้างขึ้น แทนที่จะเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์บน Instagram คุณจะโพสต์มากกว่าหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์หากคุณต้องการประสบความสำเร็จ

โพสต์ IG เวลาไหนปังสุด

2. การมีส่วนร่วมมักเป็นสิ่งสำคัญอันดับ 1 ของคุณบน Instagram

แม้ว่าแต่ละบริษัท จะมีความแตกต่างกัน แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ก็มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมให้มากที่สุดในบัญชี Instagram ของตน การมีส่วนร่วมของ Instagram แบบดั้งเดิม รวมถึงการกดไลค์ และความคิดเห็น เมื่อไม่นานมานี้ผู้คนก็เริ่มเพิ่มมุมมองแชร์ และข้อความส่วนตัวเช่นกัน

จากนั้น คุณสามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมของ Instagram spin-off ประเภทข้างต้นเพิ่มเติมได้ เช่น Instagram Stories และ IGTV ซึ่งหมายความว่า ไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนของการมีส่วนร่วมอีกต่อไป แต่รวมถึงการโต้ตอบทั้งหมดระหว่างผู้ติดตาม หรือลูกค้าทางโซเชียล และธุรกิจของคุณบน Instagram

3. ภาคต่าง ๆ ชอบโพสต์ในเวลาที่ต่างกัน

การโพสต์ที่ดีที่สุดของคุณจะขึ้นอยู่กับภาคที่คุณดำเนินการ ตัวอย่างเช่น ข้อมูลของ HubSpot แสดงรูปแบบที่ชัดเจน

3.1 เวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์บน Instagram สำหรับ บริษัท เทคโนโลยี คือ วันพุธเวลา 10.00 น.

3.2 เวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์บน Instagram สำหรับ บริษัท B2Cคือ วันเสาร์เวลา 11.00 น. และ 13.00 น.

3.3 เวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์บน Instagram สำหรับองค์กรการศึกษา คือ วันจันทร์เวลา 20.00 น.

3.4 เวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์บน Instagram สำหรับ บริษัท ด้านการดูแลสุขภาพ คือ วันอังคารเวลา 13.00 น.

3.5เวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์บน Instagram สำหรับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คือ วันอังคารเวลา 15:00 น. และ 21:00 น. วันพุธเวลา 15:00 น. และ 16:00 น. วันพฤหัสบดีเวลา 14:00 น. และ 15:00 น. และวันศุกร์เวลา 10.00 น. และ 14.00 น.

ภาค Sprout Social

  • เวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์บน Instagram สำหรับ บริษัท สินค้าอุปโภคบริโภค คือ วันพุธเวลา 15:00 น.
  • เวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์บน Instagram สำหรับ บริษัท สื่อ คือ วันศุกร์เวลา 9.00 น.
โพสต์ IG เวลาไหนปังสุด

4. ข้อสงสัยที่ควรรู้เกี่ยวกับ Instagram 

Instagram มีการ จำกัด การโพสต์หรือไม่?

เพื่อวัตถุประสงค์ในทางปฏิบัติทั้งหมด Instagram ไม่มีการจำกัดการโพสต์ คุณสามารถสร้างโพสต์ได้มากเท่าที่คุณคิดว่าเหมาะสมกับผู้ชมของคุณ อย่างไรก็ตาม Instagram มีข้อจำกัด สำหรับกิจกรรมในบัญชี

กำหนดจำนวนผู้ติดตาม และเลิกติดตาม 200 รายการต่อวัน คุณไม่สามารถสร้างมากกว่า 1,000 ไลค์ต่อวัน (แม้ว่าบางครั้งจะเตือนคุณน้อยกว่านี้ก็ตาม) Instagram ไม่ต้องการให้คุณแสดงความคิดเห็นมากกว่า 180-200 รายการต่อวัน และการแสดงความคิดเห็นเดิมซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

การขุด Bitcoin คืออะไร

การขุด BITCOIN คืออะไร

การขุด BITCOIN คืออะไร ซึ่งการขุด Bitcoin เป็นกระบวนการที่ bitcoins ใหม่เข้าสู่การหมุนเวียน แต่ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการบำรุงรักษา และการพัฒนาบัญชีแยกประเภท blockchain ดำเนินการโดยใช้คอมพิวเตอร์ที่มีความซับซ้อนมาก เพื่อแก้ปัญหาคณิตศาสตร์เชิงคำนวณที่ซับซ้อนมาก

ซึ่งการขุด Cryptocurrency เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมีค่าใช้จ่ายสูง และให้ผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การขุดมีความดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนจำนวนมาก ที่สนใจในสกุลเงินดิจิทัล

เนื่องจาก ความจริงที่ว่า นักขุดได้รับรางวัลจากการทำงานกับโทเค็นการเข้ารหัส อาจเป็นเพราะประเภทผู้ประกอบการมองว่า การขุดเป็นเพนนีจากสวรรค์ เช่น ผู้หาแร่ทองคำ ในแคลิฟอร์เนีย ในปี 1849 แล้วถ้าคุณมีความสนใจทางเทคโนโลยีแล้วทำไมไม่ทำ?

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณจะลงทุนเวลา และอุปกรณ์ ลองมาอ่านคำอธิบายนี้เพื่อดูว่าการขุดนั้นเหมาะกับคุณจริง ๆ หรือไม่ เราจะมุ่งเน้นไปที่ Bitcoin เป็นหลัก (เราจะใช้ “Bitcoin” เมื่อกล่าวถึงเครือข่าย หรือสกุลเงินดิจิทัลเป็นแนวคิด และ “bitcoin” เมื่อเราอ้างถึงปริมาณของโทเค็นแต่ละรายการ)

การขุดและการหมุนเวียนของ Bitcoin

นอกเหนือจากการซับเงินในกระเป๋าของ Miners และสนับสนุนระบบนิเวศของ bitcoin แล้ว การขุดยังมีจุดประสงค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือ วิธีเดียวที่จะปล่อยสกุลเงินดิจิทัลใหม่เข้าสู่การหมุนเวียน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Miners เป็นสกุลเงินที่ “สร้างเหรียญ” ตัวอย่างเช่น ในเดือนพฤศจิกายน 2020 มีการหมุนเวียนประมาณ 18.5 ล้าน bitcoins 1 นอกเหนือจากเหรียญที่สร้างผ่านบล็อกเจเนซิส (บล็อกแรก ซึ่งสร้างขึ้นโดยผู้ก่อตั้ง Satoshi Nakamoto)

Bitcoin ทุกตัวเข้ามาเป็นเพราะ Miners ในกรณีที่ไม่มี Miners Bitcoin ในฐานะเครือข่ายจะยังคงมีอยู่ และใช้งานได้ แต่จะไม่มี bitcoin เพิ่มเติม ในที่สุดก็จะถึงเวลาที่การขุด Bitcoin สิ้นสุดลง ตามพิธีสาร Bitcoin จำนวน bitcoins ทั้งหมดจะถูกจำกัดไว้ที่ 21 ล้าน 2

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอัตราการ “ขุด” ของ bitcoin ลดลง เมื่อเวลาผ่านไป bitcoin สุดท้ายจะไม่ถูกหมุนเวียน จนกว่าจะถึงประมาณปี 2140 ซึ่งไม่ได้หมายความว่าธุรกรรมจะยุติการตรวจสอบ Miners จะยังคงตรวจสอบการทำธุรกรรม และจะจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมในการดำเนินการดังกล่าว เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของเครือข่ายของ Bitcoin

นอกเหนือจากการจ่าย Bitcoin ในระยะสั้นแล้ว การเป็นนักขุดเหรียญยังช่วยให้คุณมีอำนาจในการ “โหวต” เมื่อมีการเสนอการเปลี่ยนแปลงในโปรโตคอลเครือข่าย Bitcoin ในคำอื่น ๆ ของ Miners มีระดับของอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวเป็น ฟอร์ก

การขุด BITCOIN คืออะไร

การขุด Bitcoin ถูกกฎหมายหรือไม่

ความถูกต้องตามกฎหมายของการขุด Bitcoin ขึ้นอยู่กับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของคุณ แนวคิดของ Bitcoin สามารถคุกคามการครอบงำของสกุลเงิน fiat และการควบคุมของรัฐบาลในตลาดการเงิน ด้วยเหตุนี้ Bitcoin จึงผิดกฎหมายอย่างสมบูรณ์ในบางสถานที่

การเป็นเจ้าของ Bitcoin และการขุดเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในหลาย ๆ ประเทศ ตัวอย่างสถานที่ที่ผิดกฎหมาย ได้แก่ แอลจีเรีย อียิปต์ โมร็อกโก โบลิเวีย เอกวาดอร์ เนปาลและปากีสถาน แต่โดยรวมแล้ว การใช้ Bitcoin และการขุดเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายทั่วโลก

ความเสี่ยงจากการขุด

โดยความเสี่ยงของการขุด มักเป็นความเสี่ยงทางการเงิน และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว การขุด Bitcoin และการขุดโดยทั่วไป ถือเป็นความเสี่ยงทางการเงิน เราสามารถใช้ความพยายามทั้งหมดในการซื้ออุปกรณ์ขุดมูลค่าหลายร้อย หรือหลายหมื่นบาท

เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน อาจกล่าวได้ว่า ความเสี่ยงนี้สามารถบรรเทาได้โดยการเข้าร่วมกลุ่มการขุด หากคุณกำลังพิจารณาการขุด และอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ห้าม คุณควรพิจารณาใหม่ นอกจากนี้ ยังอาจเป็นความคิดที่ดีในการค้นคว้ากฎระเบียบของประเทศ และความเชื่อมั่นโดยรวม ที่มีต่อสกุลเงินดิจิทัล ก่อนที่จะลงทุนในอุปกรณ์การขุด

และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง จากการเติบโตของการขุด bitcoin (และระบบพิสูจน์การทำงานอื่น ๆ ด้วย) คือ การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจำเป็นสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้อัลกอริธึมการขุด

ในขณะที่ประสิทธิภาพของไมโครชิปเพิ่มขึ้นอย่างมาก สำหรับชิป ASIC แต่การเติบโตของเครือข่ายนั้นแซงหน้าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นผลให้มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคาร์บอนของการขุด Bitcoin

อย่างไรก็ตาม มีแนวทางในการบรรเทาความเสียหายภายนอกโดยการหาแหล่งพลังงานที่สะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับการทำการขุด (เช่น geo-thermal หรือ solar) รวมทั้ง การใช้คาร์บอนออฟเซ็ตเครดิต เปลี่ยนไปใช้กลไกฉันทามติที่ใช้พลังงานน้อย เช่น การพิสูจน์ การมีส่วนได้ส่วนเสีย (PoS) ซึ่ง Ethereum กำลังวางแผนที่จะทำเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ อย่างไรก็ตาม PoS มาพร้อมกับข้อบกพร่อง และความไร้ประสิทธิภาพของตัวเอง

การขุด BITCOIN คืออะไร

ความรู้เพิ่มเติม

  • โดยการขุดคุณสามารถสร้างรายได้จากสกุลเงินดิจิทัลโดยไม่ต้องลงเงิน
  • ผู้ขุด Bitcoin จะได้รับ Bitcoin เป็นรางวัลสำหรับการทำ “บล็อก” ของธุรกรรมที่ได้รับการยืนยัน ซึ่งเพิ่มลงในบล็อค
  • รางวัลการขุด จะจ่ายให้กับนักขุดที่ค้นพบวิธีแก้ปริศนาการแฮชที่ซับซ้อนก่อน และความน่าจะเป็นที่ผู้เข้าร่วมจะเป็นผู้ค้นพบวิธีแก้ปัญหานั้นเกี่ยวข้องกับส่วนของพลังการขุดทั้งหมดบนเครือข่าย
  • คุณต้องมี GPU (หน่วยประมวลผลกราฟิก) หรือวงจรรวมเฉพาะแอปพลิเคชัน (ASIC) เพื่อตั้งค่าอุปกรณ์ขุด

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /